[Sherlock fic] Alone on the Water 2/2 (translated)

posted on 27 Aug 2013 21:28 by thenumbereleven in translation directory Fiction, Entertainment
 
 
 
Alone on the Water (part 2/2)
a Sherlock fanfiction by Mad Lori
translated by seventeensteps (eleventh)
 
Pairing: Sherlock/John
Rating: G
Warnings: character death, angst 
 
 
 
-------------------------------------------------------------------
 
 

เช้าวันต่อมาอาการปวดหัวของเชอร์ล็อกก็แย่ลงจนเขาแทบจะไม่สามารถทนมองแสงได้ ผมเปลี่ยนยาแก้ปวดเป็นตัวที่แรงกว่าให้เขา และมันช่วยบรรเทาอาการปวดหัวของเชอร์ล็อกลง เขายืนยันที่จะแต่งตัวเหมือนอย่างปกติ ทำตัวเหมือนว่าวันนี้ไม่ได้ตั้งใจจะเจอใคร...แท้จริงแล้วเขารู้ดี

 

 

ภารกิจแรกของเราในวันนี้คือสิ่งที่เรากลัวมากที่สุด ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เราต้องบอกเรื่องนี้กับมิสซิสฮัดสัน เราเดินลงบันไดไปที่ห้องของเธอแล้วแนะนำให้เธอนั่งลง

 

 

น้ำตาเธอไหลมากมาย มิสซิสฮัดสันโอบเชอร์ล็อกไว้แน่น เชอร์ล็อกกอดเธอตอบ เขายืนยันกับเธอว่าเขาไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย ยืนยันว่ามันจะเป็นการจากไปอย่างสงบ เธอกอดผมด้วยเช่นกัน เธออยากจะตามเราขึ้นมาแล้วคอยดูแลเราสองคนแต่เชอร์ล็อกยืนกรานคำเดิม เราสัญญากับเธอไว้ว่าพรุ่งนี้จะไปหาเธออีกครั้ง เธอสมควรได้รับข้อยกเว้นสำหรับเงื่อนไข “ตามลำพัง” ของเชอร์ล็อก

 

 

มอลลี่คือแขกคนแรกของเรา เธอใช้ความพยายามอย่างมากในการทำตัวร่าเริงและทำเหมือนว่าเธอไม่ได้รู้เรื่องอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นเลย “ที่ผ่านมาฉันเก็บรอยสักไว้ให้คุณหลายแบบเลย” เธอพูด มือเล็กยื่นรูปถ่ายปึกหนึ่งให้เชอร์ล็อก

 

 

“ขอบคุณ” เขาเอ่ย

 

 

“ฉันโน้ตข้อมูลไว้ข้างหลังอย่างที่คุณชอบทำ คุณจะได้เก็บมันง่ายขึ้น”

 

 

“ผมชื่นชมในความเอาใจใส่นะมอลลี่ เชื่อได้เลยว่าผมจะต้องได้ใช้ประโยชน์จากมันแน่ๆ ในอนาคต”

 

 

มอลลี่กัดริมฝีปากตัวเอง “แล้ว...เอ่อ ฉันได้ศพนิรนามมาใหม่ ถ้าเขาไม่ได้รับการยืนยันตัวตน คุณแวะเข้ามาทำการทดลองตรงข้อพับหัวเข่าเขาได้เสมอนะ...ถ้าคุณต้องการ”

 

 

“ดี...เมื่อไหร่ถึงจะเข้าไปได้รึ?”

 

 

“เราต้องรออาทิตย์นึงก่อน” เธอรู้ตัวดีว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่

 

 

เชอร์ล็อกยิ้มให้ “ไว้เจอกันตอนนั้นละกัน”

 

 

มอลลี่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่ชั่วขณะก่อนเธอจะปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว “ฉันต้องไปแล้ว” เธอกล่าวพลางกระโดดลุกขึ้น มอลลี่มองลงมาที่เขาครู่หนึ่ง ก้มตัวลงมาแล้วหอมแก้มเชอร์ล็อก “ลาก่อน เชอร์ล็อก” เธอพยายามเปล่งเสียง

 

 

ท่าทางเขาดูประทับใจนิดหน่อย “ขอให้โชคดี มอลลี่”

 

 

เธอหมุนตัวแล้วรีบเดินออกไป แทบไม่ได้มองหน้าผมด้วยซ้ำ ผมได้ยินเสียงร้องไห้ทันทีที่เธอไปถึงประตู เชอร์ล็อกถอนหายใจหนักหน่วง

 

 

“ฉันหวังว่าคนอื่นจะแสดงละครเก่งกว่านี้” เขาพูด

 

 

แต่แขกคนต่อมาของเรา แซลลี่ โดโนแวน ถือได้ว่าเป็นนักแสดงที่แย่มาก เธอร่าเริงเกินไปและดูจะไม่สามารถบอกตัวเองให้พูดจาเสียดสีเหน็บแนมเชอร์ล็อกได้เหมือนปกติ ผมโมโหเธอ เธอขอตัวกลับหลังจากผ่านไปแค่ไม่กี่นาที สีหน้าเหมือนรังเกียจตัวเองเต็มที ผมก้าวขาตามเธอลงไปแล้วดึงให้เธอหยุดที่หน้าประตู “คุณไม่ควรทำแบบนั้น” ผมกัดฟันพูดเสียงต่ำ

 

 

“เขาไม่สมควรต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้” เธอเอ่ยเสียงอ่อน

 

 

“ยังไงก็ตาม ผมบอกไว้แต่แรกแล้วว่าพวกคุณจะต้องปฏิบัติตัวกับเขาเหมือนปกติ นั่นไม่เรียกว่าปกติ”

 

 

“จะให้ฉันเรียกเขาว่า ‘ไอ้ตัวประหลาด’ แล้วด่าเขายังไง ในเมื่อฉันรู้ว่าคืนพรุ่งนี้...” เธอไม่สามารถพูดให้จบประโยคได้ “ฉันไม่รู้ว่านายทำมันได้ยังไง”

 

 

“ผมจะทำสิ่งที่ผมควรทำ”

 

 

เธอส่งเสียงฮึในลำคอ “บางอย่างก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย...ลาก่อน จอห์น”

 

 

แอนเดอร์สันโผล่มาหลังเลยเที่ยงไปนิดเดียว “เอ้านี่” เขาคำรามเสียงดัง โยนถุงกระดาษไปที่เชอร์ล็อก “ตัวอย่างเส้นใยที่แกอยากได้นักหนา แกควรจะทำให้สมมติฐานแห่งปาฏิหาริย์ของแกเกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะนั่นคือทั้งหมดที่เราเหลืออยู่”

 

 

เชอร์ล็อกยิ้มมุมปาก “ฉันแน่ใจว่ามันจะกลายเป็นหลักฐานที่ดีเกินพอสำหรับนายเลยล่ะ แอนเดอร์สัน”

 

 

“ทุกวันนี้ฉันยังสงสัยอยู่เลยว่าทำไมแกถึงได้รับอภิสิทธิ์ให้เดินสะเปะสะปะไปมายังไงก็ได้ในที่เกิดเหตุ”

 

 

“ฉันก็กำลังสงสัยเรื่องที่เลสตราดยังอนุญาตให้นายโผล่หัวมาที่ที่เกิดเหตุเหมือนกัน”

 

 

“ฉันจะไม่ยืนอยู่ตรงนี้เฉยๆ ให้แกแดกดันหรอกนะ!” แอนเดอร์สันตะคอกใส่

 

 

“งั้นก็นั่งลงสิ นายจะได้ไม่เมื่อย!” เชอร์ล็อกขึ้นเสียงกลับ แววตาเหมือนกำลังสนุกอยู่

 

 

“ฉันไม่มีเวลาให้เรื่องไร้สาระพวกนี้” เขายัดมือตัวเองกลับเข้าไปในถุงมือ “แกมันทุเรศ ฉันเหลืออดกับแกเต็มทีแล้ว”

 

 

“และนายก็คือตัวแทนใหม่ของความโง่เขลาที่เดินได้”

 

 

“ขอให้มีชีวิตที่ดีล่ะ เหอะ” แอนเดอร์สันก้าวเท้าตึงตึงออกไปจากห้อง ผมตามเข้าไปจนถึงหน้าประตู

 

 

“ขอบคุณ” ผมพูดเสียงแผ่วเบา

 

 

เขามองมาที่ผมและผมสาบานได้เลยว่าผมเห็นความโศกเศร้าเสียใจถึงสิ่งที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้อยู่ในนั้น “ดูแลมันด้วย”

 

 

“แน่นอน”

 

 

วันนี้พวกเราแทบไม่มีช่วงเวลาสงบๆ เป็นของตัวเองเลย เชอร์ล็อกพอใจที่มันเป็นแบบนั้น แต่ผมไม่ ผมรู้สึกหวงเวลาน้อยนิดที่เหลืออยู่ของเชอร์ล็อกซึ่งลดลงทุกขณะที่มีผู้คนมากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้ามา ทุกนาทีอันมีค่าที่ไหลผ่านไปคือทุกนาทีที่ผมไม่ได้ใช้ร่วมกับเขา คนที่เขาเคยช่วยไว้บางคนแวะมาเพื่อแค่เอาขนมอบหอมกรุ่นมาให้ ไม่มีเหตุผลหรอก แค่คิดว่าคุณน่าจะชอบน่ะ โอ ฉันเพิ่งเดินผ่านร้านขายดอกไม้และเห็นช่อดอกไม้นี้แล้วคิดว่ามันคงทำให้บรรยากาศในนี้ดีขึ้น โอ้ ช็อกโกแลตเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ ฉันกำลังจะเอามันไปให้น้องสาว นายคงไม่ได้บังเอิญอยากจะลองชิมสักหน่อยหรอกใช่ไหม? 

 

 

ราตรีคืบคลานเข้ามา วันนี้เชอร์ล็อกไม่ค่อยได้ลุกออกจากเก้าอี้มากเท่าไหร่นัก แต่ผมจำเป็นต้องตรวจดูการทรงตัวของเขา ระหว่างช่วงพักผมเลยให้เขาลุกขึ้นแล้วคอยดูเขาค่อยๆ เดินวนไปมาในห้อง เขาดูมั่นคงพอสมควร ผมชงชาให้เขา

 

 

เลสตราดโผล่มาหลังจากนาฬิกาบอกเวลาสองทุ่มนิดๆ เราไม่สามารถแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาเพราะธุระบางอย่างเราที่ต้องจัดการ

 

 

“ฉันจะทำเท่าที่ทำได้เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่มีการสอบสวนเกิดขึ้น”

 

 

“ฉันจะเป็นคนกลืนยานั่นลงไปเอง นั่นคือความตั้งใจของฉัน แต่จอห์นยังมีโอกาสถูกจับเพราะเขาจะไม่ห้าม เขาเป็นหมอ เขามีหน้าที่ต้องหยุดคนอื่นไม่ให้ทำในสิ่งที่จะทำให้ตัวเองบาดเจ็บหรือตกอยู่ในอันตราย”

 

 

“เขาแค่ต้องให้การว่าเขาไม่ได้อยู่ในห้องกับนาย และกว่าจะรู้ว่านายกินยานั่นเข้าไปมันก็สายเกินไปแล้ว”

 

 

เชอร์ล็อกพยักหน้า “ฉันคิดว่ามันก็คงจะต้องเป็นแบบนั้น”

 

 

“ฉันยอมเสี่ยง เชอร์ล็อก” พระเจ้าเถอะ ผมโยนตัวเองเข้าไปในดงกับระเบิดและกระสุนและพวกไวกิ้งขี้โมโหเพื่อผู้ชายคนนี้ และตอนนี้เขาเป็นห่วงว่าผมจะได้รับอันตรายจากเรื่องนี้?

 

 

“ไม่” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ฉันจะไม่ยอมให้นายต้องเสี่ยงอะไรเด็ดขาด”

 

 

“ฟังนะ” เลสตราดพูดขึ้น “ฉันมั่นใจ 98% เลยว่าจะยกเลิกการสืบสวนอะไรก็ตามที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ มันไม่ถูกกฎหมาย...ก็ใช่ แต่ในกรณีแบบนี้ พวกเราทุกคนจะทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น...ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม”

 

 

เชอร์ล็อกไม่ได้ดูพอใจกับสิ่งที่ได้ยินไป “ฉันต้องการคำพูดรับประกันจากนายว่าจอห์นจะไม่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยเด็ดขาด”

 

 

เลสตราดพยักหน้า “ฉันสัญญาด้วยเกียรติ” เขาแค่นยิ้มเอียงๆ ให้ “รังเกียจไหมถ้าฉันจะปรึกษาคดีอะไรนิดหน่อย”

 

 

เชอร์ล็อกยืดตัวขึ้นด้วยความกระตือรือร้น “ไม่เลย”

 

 

เลสตราดใช้เวลาอีกครึ่งชั่วโมงคุยเกี่ยวกับร่องรอย เหตุการณ์ สถานการณ์ และจดความคิดของเชอร์ล็อก ผมนั่งอยู่บนแขนเก้าอี้นวมตัวที่เชอร์ล็อกนั่ง พูดแทรกขึ้นเมื่อจังหวะเหมาะสม แต่ส่วนใหญ่ผมแค่ฟังเสียงของเขาเท่านั้น มีจังหวะหนึ่งที่ผมก้มลงมองแล้วเห็นเชอร์ล็อกกำลังยึดเสื้อไหมพรมของผมอยู่ เป็นเพียงแค่การหนีบแขนเสื้อของผมไว้เบาๆ ระหว่างนิ้วมือข้าวขวาสองนิ้ว เหมือนเป็นการทำให้ตัวเขาอุ่นใจมากขึ้นเมื่อแน่ใจว่าผมอยู่ตรงนี้...หรือไม่ก็เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเขาเองยังไม่หายไปไหน

 

 

ผมสังเกตจากบริบทของคำถามได้ว่าหลายๆ คดีที่เลสตราดกำลังพูดถึงคือคดีเก่าๆ เมื่อหลายปี...หลายสิบปีก่อน ผมตระหนักได้ว่านี่คือโอกาสสุดท้ายของเขา และของเชอร์ล็อกเช่นกัน ผมสงสัยว่ามันจะทำให้การจากลาจากชีวิต...หรืองานของเขายากขึ้นกว่าเดิมไหม ความแตกต่างระหว่างสองอย่างนั้นมีตัวตนอยู่ในสมองของเขามั่งหรือเปล่า?

 

 

 

-------------------------------------------------------------------

 

 

เรากำลังรอนัดตอนสี่ทุ่มของไมครอฟต์ แต่กลับเป็นซาราห์ที่โผล่มาตอนสามทุ่มครึ่ง ผมแปลกใจที่เจอเธอ “นายไม่รู้เหรอ?” เธอเอ่ย “เขาส่งข้อความมา บอกให้ฉันมาหาที่นี่”

 

 

ผมรู้สึกสับสน เธอกับเชอร์ล็อกไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบที่เรียกได้ว่าเป็นมิตรมากขนาดนั้น มีบางครั้งที่ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นธงตรงกลางเชือกในเกมชักเย่อ เพื่อนชายที่ผมมีอยู่สองสามคนมักบ่นผมแทบจะตลอดเวลาเพราะไม่ว่ายังไงเชอร์ล็อกก็เป็นฝ่ายที่ชนะอย่างเลี่ยงไม่ได้ พวกเขาไม่เข้าใจ เชอร์ล็อกต้องชนะเสมออยู่แล้ว เขาเป็นเหมือนร่างกายจากเบื้องบนซึ่งมีแรงโน้มถ่วงเป็นของตนเอง ดึงผมไว้ในวงโคจรของเขาตลอดเวลา

 

 

ซาราห์เดินขึ้นมาที่ห้องนั่งเล่นกับผม เชอร์ล็อกดูดีใจที่เห็นเธอ เขาขยับมือเป็นเชิงบอกให้เธอนั่งลงตรงข้ามเขาก่อนจะเงยหน้ามองผมตรงๆ “จอห์น ฉันขอชาสักหน่อยได้ไหม?”

 

 

ผมพยักหน้า เขาอยากคุยกับเธอตามลำพัง

 

 

ผมยืนอ้อยอิ่งอยู่ในครัว สายตาลอบมองออกไปเป็นระยะๆ สองคนนั้นกำลังคุยกันอย่างตั้งใจจนหัวแทบจะชนกันอยู่แล้ว แต่ไม่นานนักบทสนทนาก็เหมือนจะจบลง เธอลุกขึ้นและผมเห็นเธอขยับไปบีบมือเขา ผมเดินเข้าไปส่งแก้วชาให้เชอร์ล็อกก่อนจะเดินไปส่งเธอที่หน้าประตู

 

 

เมื่อเธอหันหน้ามาผมก็เห็นน้ำใสๆ คลออยู่ในดวงตาสีฟ้าเศร้า เธอเอื้อมมากอดผมแน่น “เขาต้องการอะไร?” ผมถาม

 

 

“นายคิดว่าไง?” เธอผละออก “เขาอยากให้ฉันดูแลนาย เขาบอกว่า ‘จอห์นจะทำใจรับมันลำบาก’ อยากให้ฉันดูให้แน่ใจว่านายกินอิ่มนอนหลับหลังจาก...นายก็รู้”

 

 

“ฮืมม...ใครบางคนช่างมั่นใจในความสำคัญของตัวเองซะเหลือเกิน” ผมพยายามพูดติดตลก แต่มันไม่ขำเลยสักนิดเดียว

 

 

“ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องของการที่ใครบางคนหมดเวลาโกหกตัวเองแล้วมากกว่า” เธอบอกพลางสบตาผมแน่วแน่ “จอห์นนายต้องทำในสิ่งที่นายคิดว่าถูก ฉันบอกนายไม่ได้ว่าต้องรู้สึกยังไง บอกไม่ได้ว่าอะไรคือความรู้สึกที่แท้จริง ฉันบอกได้แต่ว่าเขากำลังจะตายและนายคือทั้งหมดที่เขาคิดถึง”

 

 

ผมพูดอะไรไม่ออก

 

 

ซาราห์จากไป เรามีเวลาสองสามนาทีด้วยกันตามลำพัง “นายเหนื่อยไหม?” ผมถามพร้อมเดินไปนั่งลงในเก้าอี้ตรงข้ามเขา ระยะห่างระหว่างเข่าของเราน้อยมากจนแทบสัมผัสกัน

 

 

“ฉันโอเค”

 

 

ผมหายใจเข้าลึกๆ “เชอร์ล็อก ฉันต้องถามนายอีกรอบ...นายแน่ใจเรื่องแม่นายจริงๆ หรอ?”

 

 

เขาสบตาผม “ฉันมั่นใจ”

 

 

ทั้งเขาและไมครอฟต์ตกลงกันว่าเธอจะไม่รู้เรื่องนี้จนกว่ามันจะจบลง เชอร์ล็อกคิดว่ามันจะโหดร้ายและเจ็บปวดน้อยกว่าถ้าเธอไม่รู้อะไรเลยจนมันสิ้นสุดลงแล้ว ผมคิดว่าการตัดสิทธิ์ในการบอกลาเขาไปจากเธอมันโหดร้ายกว่า แต่มาถึงจุดนี้แล้วพวกเขาก็มั่นคงในข้อตกลงของตัวเองมากกว่าอะไรที่ผ่านมาทั้งหมด ผมลองพยายามครั้งสุดท้าย ผมค่อนข้างชอบแม่ของเชอร์ล็อกและผมมีความรู้สึกว่าเธอจะไม่ยกโทษให้ผมในเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่การไม่บอกเธอ แต่คือการที่ผมมีเวลาทั้งวันกับเชอร์ล็อกแต่เธอไม่ได้อะไรเลย “เธอน่าจะมีโอกาสเหมือนกับที่คนพวกนี้ได้รับ” ผมเอ่ย

 

 

“แม่เกลียดการบอกลา เธอไม่สันทัดเรื่องแบบนี้ เธอจะไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไง...แบบนี้ดีแล้วล่ะ และมันไม่ใช่แค่เพื่อเธอ” เชอร์ล็อกเริ่มพูด ศีรษะเขาเอียงไปมานิดหน่อย ยาแก้ปวด เขามองตาผม “ฉันทำไม่ได้ จอห์น...ฉันทำไม่ได้ ฉันมองตาเธอแล้วบอกลาเธอ...ไม่ได้”

 

 

การกระทำไวกว่าความคิด ผมเอื้อมไปกุมมือเขาไว้ นิ้วเรียวยาวของเขาสอดประสานเข้ากับนิ้วของผมแน่น ผมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกขอบคุณโดยไม่ต้องผ่านคำพูด “ฉันเข้าใจ” ผมเข้าใจในมุมหนึ่ง เชอร์ล็อกมีทางเลือกสองทางที่แย่พอๆ กัน ผมคิดว่าเขาคงมีสิทธิ์ที่จะเลือกเดินทางที่มันจะสร้างความเจ็บปวดให้เขาน้อยที่สุดในอีกไม่กี่ชั่วโมงที่เขาเหลืออยู่นี้

 

 

แล้วไมครอฟต์ก็โผล่มา ผมขยับตัวออกเพื่อหลีกทางให้เขา เชอร์ล็อกขอร้องด้วยสายตาให้ผมอยู่ ผมเลยเดินกลับไปสู่ตำแหน่งเดิมของผมบนที่เท้าแขนของเก้าอี้นวมที่เขานั่งอยู่

 

 

ผมรู้สึกได้ถึงแรงดึงเล็กๆ ที่เสื้