[Sherlock fic] Alone on the Water 2/2 (translated)

posted on 27 Aug 2013 21:28 by thenumbereleven in translation directory Fiction, Entertainment
 
 
 
Alone on the Water (part 2/2)
a Sherlock fanfiction by Mad Lori
translated by seventeensteps (eleventh)
 
Pairing: Sherlock/John
Rating: G
Warnings: character death, angst 
 
 
 
-------------------------------------------------------------------
 
 

เช้าวันต่อมาอาการปวดหัวของเชอร์ล็อกก็แย่ลงจนเขาแทบจะไม่สามารถทนมองแสงได้ ผมเปลี่ยนยาแก้ปวดเป็นตัวที่แรงกว่าให้เขา และมันช่วยบรรเทาอาการปวดหัวของเชอร์ล็อกลง เขายืนยันที่จะแต่งตัวเหมือนอย่างปกติ ทำตัวเหมือนว่าวันนี้ไม่ได้ตั้งใจจะเจอใคร...แท้จริงแล้วเขารู้ดี

 

 

ภารกิจแรกของเราในวันนี้คือสิ่งที่เรากลัวมากที่สุด ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เราต้องบอกเรื่องนี้กับมิสซิสฮัดสัน เราเดินลงบันไดไปที่ห้องของเธอแล้วแนะนำให้เธอนั่งลง

 

 

น้ำตาเธอไหลมากมาย มิสซิสฮัดสันโอบเชอร์ล็อกไว้แน่น เชอร์ล็อกกอดเธอตอบ เขายืนยันกับเธอว่าเขาไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย ยืนยันว่ามันจะเป็นการจากไปอย่างสงบ เธอกอดผมด้วยเช่นกัน เธออยากจะตามเราขึ้นมาแล้วคอยดูแลเราสองคนแต่เชอร์ล็อกยืนกรานคำเดิม เราสัญญากับเธอไว้ว่าพรุ่งนี้จะไปหาเธออีกครั้ง เธอสมควรได้รับข้อยกเว้นสำหรับเงื่อนไข “ตามลำพัง” ของเชอร์ล็อก

 

 

มอลลี่คือแขกคนแรกของเรา เธอใช้ความพยายามอย่างมากในการทำตัวร่าเริงและทำเหมือนว่าเธอไม่ได้รู้เรื่องอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นเลย “ที่ผ่านมาฉันเก็บรอยสักไว้ให้คุณหลายแบบเลย” เธอพูด มือเล็กยื่นรูปถ่ายปึกหนึ่งให้เชอร์ล็อก

 

 

“ขอบคุณ” เขาเอ่ย

 

 

“ฉันโน้ตข้อมูลไว้ข้างหลังอย่างที่คุณชอบทำ คุณจะได้เก็บมันง่ายขึ้น”

 

 

“ผมชื่นชมในความเอาใจใส่นะมอลลี่ เชื่อได้เลยว่าผมจะต้องได้ใช้ประโยชน์จากมันแน่ๆ ในอนาคต”

 

 

มอลลี่กัดริมฝีปากตัวเอง “แล้ว...เอ่อ ฉันได้ศพนิรนามมาใหม่ ถ้าเขาไม่ได้รับการยืนยันตัวตน คุณแวะเข้ามาทำการทดลองตรงข้อพับหัวเข่าเขาได้เสมอนะ...ถ้าคุณต้องการ”

 

 

“ดี...เมื่อไหร่ถึงจะเข้าไปได้รึ?”

 

 

“เราต้องรออาทิตย์นึงก่อน” เธอรู้ตัวดีว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่

 

 

เชอร์ล็อกยิ้มให้ “ไว้เจอกันตอนนั้นละกัน”

 

 

มอลลี่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่ชั่วขณะก่อนเธอจะปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว “ฉันต้องไปแล้ว” เธอกล่าวพลางกระโดดลุกขึ้น มอลลี่มองลงมาที่เขาครู่หนึ่ง ก้มตัวลงมาแล้วหอมแก้มเชอร์ล็อก “ลาก่อน เชอร์ล็อก” เธอพยายามเปล่งเสียง

 

 

ท่าทางเขาดูประทับใจนิดหน่อย “ขอให้โชคดี มอลลี่”

 

 

เธอหมุนตัวแล้วรีบเดินออกไป แทบไม่ได้มองหน้าผมด้วยซ้ำ ผมได้ยินเสียงร้องไห้ทันทีที่เธอไปถึงประตู เชอร์ล็อกถอนหายใจหนักหน่วง

 

 

“ฉันหวังว่าคนอื่นจะแสดงละครเก่งกว่านี้” เขาพูด

 

 

แต่แขกคนต่อมาของเรา แซลลี่ โดโนแวน ถือได้ว่าเป็นนักแสดงที่แย่มาก เธอร่าเริงเกินไปและดูจะไม่สามารถบอกตัวเองให้พูดจาเสียดสีเหน็บแนมเชอร์ล็อกได้เหมือนปกติ ผมโมโหเธอ เธอขอตัวกลับหลังจากผ่านไปแค่ไม่กี่นาที สีหน้าเหมือนรังเกียจตัวเองเต็มที ผมก้าวขาตามเธอลงไปแล้วดึงให้เธอหยุดที่หน้าประตู “คุณไม่ควรทำแบบนั้น” ผมกัดฟันพูดเสียงต่ำ

 

 

“เขาไม่สมควรต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้” เธอเอ่ยเสียงอ่อน

 

 

“ยังไงก็ตาม ผมบอกไว้แต่แรกแล้วว่าพวกคุณจะต้องปฏิบัติตัวกับเขาเหมือนปกติ นั่นไม่เรียกว่าปกติ”

 

 

“จะให้ฉันเรียกเขาว่า ‘ไอ้ตัวประหลาด’ แล้วด่าเขายังไง ในเมื่อฉันรู้ว่าคืนพรุ่งนี้...” เธอไม่สามารถพูดให้จบประโยคได้ “ฉันไม่รู้ว่านายทำมันได้ยังไง”

 

 

“ผมจะทำสิ่งที่ผมควรทำ”

 

 

เธอส่งเสียงฮึในลำคอ “บางอย่างก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย...ลาก่อน จอห์น”

 

 

แอนเดอร์สันโผล่มาหลังเลยเที่ยงไปนิดเดียว “เอ้านี่” เขาคำรามเสียงดัง โยนถุงกระดาษไปที่เชอร์ล็อก “ตัวอย่างเส้นใยที่แกอยากได้นักหนา แกควรจะทำให้สมมติฐานแห่งปาฏิหาริย์ของแกเกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะนั่นคือทั้งหมดที่เราเหลืออยู่”

 

 

เชอร์ล็อกยิ้มมุมปาก “ฉันแน่ใจว่ามันจะกลายเป็นหลักฐานที่ดีเกินพอสำหรับนายเลยล่ะ แอนเดอร์สัน”

 

 

“ทุกวันนี้ฉันยังสงสัยอยู่เลยว่าทำไมแกถึงได้รับอภิสิทธิ์ให้เดินสะเปะสะปะไปมายังไงก็ได้ในที่เกิดเหตุ”

 

 

“ฉันก็กำลังสงสัยเรื่องที่เลสตราดยังอนุญาตให้นายโผล่หัวมาที่ที่เกิดเหตุเหมือนกัน”

 

 

“ฉันจะไม่ยืนอยู่ตรงนี้เฉยๆ ให้แกแดกดันหรอกนะ!” แอนเดอร์สันตะคอกใส่

 

 

“งั้นก็นั่งลงสิ นายจะได้ไม่เมื่อย!” เชอร์ล็อกขึ้นเสียงกลับ แววตาเหมือนกำลังสนุกอยู่

 

 

“ฉันไม่มีเวลาให้เรื่องไร้สาระพวกนี้” เขายัดมือตัวเองกลับเข้าไปในถุงมือ “แกมันทุเรศ ฉันเหลืออดกับแกเต็มทีแล้ว”

 

 

“และนายก็คือตัวแทนใหม่ของความโง่เขลาที่เดินได้”

 

 

“ขอให้มีชีวิตที่ดีล่ะ เหอะ” แอนเดอร์สันก้าวเท้าตึงตึงออกไปจากห้อง ผมตามเข้าไปจนถึงหน้าประตู

 

 

“ขอบคุณ” ผมพูดเสียงแผ่วเบา

 

 

เขามองมาที่ผมและผมสาบานได้เลยว่าผมเห็นความโศกเศร้าเสียใจถึงสิ่งที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้อยู่ในนั้น “ดูแลมันด้วย”

 

 

“แน่นอน”

 

 

วันนี้พวกเราแทบไม่มีช่วงเวลาสงบๆ เป็นของตัวเองเลย เชอร์ล็อกพอใจที่มันเป็นแบบนั้น แต่ผมไม่ ผมรู้สึกหวงเวลาน้อยนิดที่เหลืออยู่ของเชอร์ล็อกซึ่งลดลงทุกขณะที่มีผู้คนมากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้ามา ทุกนาทีอันมีค่าที่ไหลผ่านไปคือทุกนาทีที่ผมไม่ได้ใช้ร่วมกับเขา คนที่เขาเคยช่วยไว้บางคนแวะมาเพื่อแค่เอาขนมอบหอมกรุ่นมาให้ ไม่มีเหตุผลหรอก แค่คิดว่าคุณน่าจะชอบน่ะ โอ ฉันเพิ่งเดินผ่านร้านขายดอกไม้และเห็นช่อดอกไม้นี้แล้วคิดว่ามันคงทำให้บรรยากาศในนี้ดีขึ้น โอ้ ช็อกโกแลตเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ ฉันกำลังจะเอามันไปให้น้องสาว นายคงไม่ได้บังเอิญอยากจะลองชิมสักหน่อยหรอกใช่ไหม? 

 

 

ราตรีคืบคลานเข้ามา วันนี้เชอร์ล็อกไม่ค่อยได้ลุกออกจากเก้าอี้มากเท่าไหร่นัก แต่ผมจำเป็นต้องตรวจดูการทรงตัวของเขา ระหว่างช่วงพักผมเลยให้เขาลุกขึ้นแล้วคอยดูเขาค่อยๆ เดินวนไปมาในห้อง เขาดูมั่นคงพอสมควร ผมชงชาให้เขา

 

 

เลสตราดโผล่มาหลังจากนาฬิกาบอกเวลาสองทุ่มนิดๆ เราไม่สามารถแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาเพราะธุระบางอย่างเราที่ต้องจัดการ

 

 

“ฉันจะทำเท่าที่ทำได้เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่มีการสอบสวนเกิดขึ้น”

 

 

“ฉันจะเป็นคนกลืนยานั่นลงไปเอง นั่นคือความตั้งใจของฉัน แต่จอห์นยังมีโอกาสถูกจับเพราะเขาจะไม่ห้าม เขาเป็นหมอ เขามีหน้าที่ต้องหยุดคนอื่นไม่ให้ทำในสิ่งที่จะทำให้ตัวเองบาดเจ็บหรือตกอยู่ในอันตราย”

 

 

“เขาแค่ต้องให้การว่าเขาไม่ได้อยู่ในห้องกับนาย และกว่าจะรู้ว่านายกินยานั่นเข้าไปมันก็สายเกินไปแล้ว”

 

 

เชอร์ล็อกพยักหน้า “ฉันคิดว่ามันก็คงจะต้องเป็นแบบนั้น”

 

 

“ฉันยอมเสี่ยง เชอร์ล็อก” พระเจ้าเถอะ ผมโยนตัวเองเข้าไปในดงกับระเบิดและกระสุนและพวกไวกิ้งขี้โมโหเพื่อผู้ชายคนนี้ และตอนนี้เขาเป็นห่วงว่าผมจะได้รับอันตรายจากเรื่องนี้?

 

 

“ไม่” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ฉันจะไม่ยอมให้นายต้องเสี่ยงอะไรเด็ดขาด”

 

 

“ฟังนะ” เลสตราดพูดขึ้น “ฉันมั่นใจ 98% เลยว่าจะยกเลิกการสืบสวนอะไรก็ตามที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ มันไม่ถูกกฎหมาย...ก็ใช่ แต่ในกรณีแบบนี้ พวกเราทุกคนจะทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น...ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม”

 

 

เชอร์ล็อกไม่ได้ดูพอใจกับสิ่งที่ได้ยินไป “ฉันต้องการคำพูดรับประกันจากนายว่าจอห์นจะไม่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยเด็ดขาด”

 

 

เลสตราดพยักหน้า “ฉันสัญญาด้วยเกียรติ” เขาแค่นยิ้มเอียงๆ ให้ “รังเกียจไหมถ้าฉันจะปรึกษาคดีอะไรนิดหน่อย”

 

 

เชอร์ล็อกยืดตัวขึ้นด้วยความกระตือรือร้น “ไม่เลย”

 

 

เลสตราดใช้เวลาอีกครึ่งชั่วโมงคุยเกี่ยวกับร่องรอย เหตุการณ์ สถานการณ์ และจดความคิดของเชอร์ล็อก ผมนั่งอยู่บนแขนเก้าอี้นวมตัวที่เชอร์ล็อกนั่ง พูดแทรกขึ้นเมื่อจังหวะเหมาะสม แต่ส่วนใหญ่ผมแค่ฟังเสียงของเขาเท่านั้น มีจังหวะหนึ่งที่ผมก้มลงมองแล้วเห็นเชอร์ล็อกกำลังยึดเสื้อไหมพรมของผมอยู่ เป็นเพียงแค่การหนีบแขนเสื้อของผมไว้เบาๆ ระหว่างนิ้วมือข้าวขวาสองนิ้ว เหมือนเป็นการทำให้ตัวเขาอุ่นใจมากขึ้นเมื่อแน่ใจว่าผมอยู่ตรงนี้...หรือไม่ก็เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเขาเองยังไม่หายไปไหน

 

 

ผมสังเกตจากบริบทของคำถามได้ว่าหลายๆ คดีที่เลสตราดกำลังพูดถึงคือคดีเก่าๆ เมื่อหลายปี...หลายสิบปีก่อน ผมตระหนักได้ว่านี่คือโอกาสสุดท้ายของเขา และของเชอร์ล็อกเช่นกัน ผมสงสัยว่ามันจะทำให้การจากลาจากชีวิต...หรืองานของเขายากขึ้นกว่าเดิมไหม ความแตกต่างระหว่างสองอย่างนั้นมีตัวตนอยู่ในสมองของเขามั่งหรือเปล่า?

 

 

 

-------------------------------------------------------------------

 

 

เรากำลังรอนัดตอนสี่ทุ่มของไมครอฟต์ แต่กลับเป็นซาราห์ที่โผล่มาตอนสามทุ่มครึ่ง ผมแปลกใจที่เจอเธอ “นายไม่รู้เหรอ?” เธอเอ่ย “เขาส่งข้อความมา บอกให้ฉันมาหาที่นี่”

 

 

ผมรู้สึกสับสน เธอกับเชอร์ล็อกไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบที่เรียกได้ว่าเป็นมิตรมากขนาดนั้น มีบางครั้งที่ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นธงตรงกลางเชือกในเกมชักเย่อ เพื่อนชายที่ผมมีอยู่สองสามคนมักบ่นผมแทบจะตลอดเวลาเพราะไม่ว่ายังไงเชอร์ล็อกก็เป็นฝ่ายที่ชนะอย่างเลี่ยงไม่ได้ พวกเขาไม่เข้าใจ เชอร์ล็อกต้องชนะเสมออยู่แล้ว เขาเป็นเหมือนร่างกายจากเบื้องบนซึ่งมีแรงโน้มถ่วงเป็นของตนเอง ดึงผมไว้ในวงโคจรของเขาตลอดเวลา

 

 

ซาราห์เดินขึ้นมาที่ห้องนั่งเล่นกับผม เชอร์ล็อกดูดีใจที่เห็นเธอ เขาขยับมือเป็นเชิงบอกให้เธอนั่งลงตรงข้ามเขาก่อนจะเงยหน้ามองผมตรงๆ “จอห์น ฉันขอชาสักหน่อยได้ไหม?”

 

 

ผมพยักหน้า เขาอยากคุยกับเธอตามลำพัง

 

 

ผมยืนอ้อยอิ่งอยู่ในครัว สายตาลอบมองออกไปเป็นระยะๆ สองคนนั้นกำลังคุยกันอย่างตั้งใจจนหัวแทบจะชนกันอยู่แล้ว แต่ไม่นานนักบทสนทนาก็เหมือนจะจบลง เธอลุกขึ้นและผมเห็นเธอขยับไปบีบมือเขา ผมเดินเข้าไปส่งแก้วชาให้เชอร์ล็อกก่อนจะเดินไปส่งเธอที่หน้าประตู

 

 

เมื่อเธอหันหน้ามาผมก็เห็นน้ำใสๆ คลออยู่ในดวงตาสีฟ้าเศร้า เธอเอื้อมมากอดผมแน่น “เขาต้องการอะไร?” ผมถาม

 

 

“นายคิดว่าไง?” เธอผละออก “เขาอยากให้ฉันดูแลนาย เขาบอกว่า ‘จอห์นจะทำใจรับมันลำบาก’ อยากให้ฉันดูให้แน่ใจว่านายกินอิ่มนอนหลับหลังจาก...นายก็รู้”

 

 

“ฮืมม...ใครบางคนช่างมั่นใจในความสำคัญของตัวเองซะเหลือเกิน” ผมพยายามพูดติดตลก แต่มันไม่ขำเลยสักนิดเดียว

 

 

“ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องของการที่ใครบางคนหมดเวลาโกหกตัวเองแล้วมากกว่า” เธอบอกพลางสบตาผมแน่วแน่ “จอห์นนายต้องทำในสิ่งที่นายคิดว่าถูก ฉันบอกนายไม่ได้ว่าต้องรู้สึกยังไง บอกไม่ได้ว่าอะไรคือความรู้สึกที่แท้จริง ฉันบอกได้แต่ว่าเขากำลังจะตายและนายคือทั้งหมดที่เขาคิดถึง”

 

 

ผมพูดอะไรไม่ออก

 

 

ซาราห์จากไป เรามีเวลาสองสามนาทีด้วยกันตามลำพัง “นายเหนื่อยไหม?” ผมถามพร้อมเดินไปนั่งลงในเก้าอี้ตรงข้ามเขา ระยะห่างระหว่างเข่าของเราน้อยมากจนแทบสัมผัสกัน

 

 

“ฉันโอเค”

 

 

ผมหายใจเข้าลึกๆ “เชอร์ล็อก ฉันต้องถามนายอีกรอบ...นายแน่ใจเรื่องแม่นายจริงๆ หรอ?”

 

 

เขาสบตาผม “ฉันมั่นใจ”

 

 

ทั้งเขาและไมครอฟต์ตกลงกันว่าเธอจะไม่รู้เรื่องนี้จนกว่ามันจะจบลง เชอร์ล็อกคิดว่ามันจะโหดร้ายและเจ็บปวดน้อยกว่าถ้าเธอไม่รู้อะไรเลยจนมันสิ้นสุดลงแล้ว ผมคิดว่าการตัดสิทธิ์ในการบอกลาเขาไปจากเธอมันโหดร้ายกว่า แต่มาถึงจุดนี้แล้วพวกเขาก็มั่นคงในข้อตกลงของตัวเองมากกว่าอะไรที่ผ่านมาทั้งหมด ผมลองพยายามครั้งสุดท้าย ผมค่อนข้างชอบแม่ของเชอร์ล็อกและผมมีความรู้สึกว่าเธอจะไม่ยกโทษให้ผมในเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่การไม่บอกเธอ แต่คือการที่ผมมีเวลาทั้งวันกับเชอร์ล็อกแต่เธอไม่ได้อะไรเลย “เธอน่าจะมีโอกาสเหมือนกับที่คนพวกนี้ได้รับ” ผมเอ่ย

 

 

“แม่เกลียดการบอกลา เธอไม่สันทัดเรื่องแบบนี้ เธอจะไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไง...แบบนี้ดีแล้วล่ะ และมันไม่ใช่แค่เพื่อเธอ” เชอร์ล็อกเริ่มพูด ศีรษะเขาเอียงไปมานิดหน่อย ยาแก้ปวด เขามองตาผม “ฉันทำไม่ได้ จอห์น...ฉันทำไม่ได้ ฉันมองตาเธอแล้วบอกลาเธอ...ไม่ได้”

 

 

การกระทำไวกว่าความคิด ผมเอื้อมไปกุมมือเขาไว้ นิ้วเรียวยาวของเขาสอดประสานเข้ากับนิ้วของผมแน่น ผมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกขอบคุณโดยไม่ต้องผ่านคำพูด “ฉันเข้าใจ” ผมเข้าใจในมุมหนึ่ง เชอร์ล็อกมีทางเลือกสองทางที่แย่พอๆ กัน ผมคิดว่าเขาคงมีสิทธิ์ที่จะเลือกเดินทางที่มันจะสร้างความเจ็บปวดให้เขาน้อยที่สุดในอีกไม่กี่ชั่วโมงที่เขาเหลืออยู่นี้

 

 

แล้วไมครอฟต์ก็โผล่มา ผมขยับตัวออกเพื่อหลีกทางให้เขา เชอร์ล็อกขอร้องด้วยสายตาให้ผมอยู่ ผมเลยเดินกลับไปสู่ตำแหน่งเดิมของผมบนที่เท้าแขนของเก้าอี้นวมที่เขานั่งอยู่

 

 

ผมรู้สึกได้ถึงแรงดึงเล็กๆ ที่เสื้อไหมพรมของผมอีกครั้ง...สัมผัสจากปลายนิ้วที่แสนคุ้นเคย

 

 

-------------------------------------------------------------------

 

 

 

ไมครอฟต์เดินออกไปจากห้องด้วยสภาพที่ไม่ดีนัก ผมไม่แน่ใจว่าเชอร์ล็อกเห็นมันไหม ...ครั้งนี้เขาสวมกอดพี่ชายของเขาจริงๆ ก่อนไมครอฟต์จะแยกออกมา ที่จริงแล้วเชอร์ล็อกไม่ได้กลัวการสัมผัสอะไรขนาดนั้น เขากอดมิสซิสฮัดสันตลอดเวลา และเขาก็กอดผมบ่อยพอสมควร แต่เขากับไมครอฟต์แค่ไม่ใช่อะไรแบบนั้น

 

 

ไมครอฟต์ดึงผมเข้าไปหาเมื่อเราเดินมาถึงทางเดิน “ฉันหวังว่านายรู้ว่าฉันเชื่อใจนายในเรื่องอะไร” เขาพูด

 

 

ผมพยักหน้า “นายไม่ต้องเป็นห่วง”

 

 

“แปลก...แต่ฉันไม่เคยเป็นห่วง ไม่เคย...เมื่อมีนายอยู่ด้วย หืมม...น่าสนใจทีเดียวนะ นั่นน่ะ”

 

 

ตอนที่ผมเดินกลับขึ้นมาบนห้อง เชอร์ล็อกกำลังยืนอยู่ เขาดูค่อนข้างมั่นคงพอสมควร “ฉันคิดว่าฉันควรจะไปนอนได้แล้ว” เขาเอ่ยขึ้น

 

 

ผมฉีกยิ้ม “ฉันคิดว่าจะไม่มีวันได้ยินนายพูดอะไรแบบนั้นซะแล้ว”

 

 

เขายิ้มน้อยๆ “เมื่องานของคนคนนึงจบลงแล้ว จะมีอะไรอย่างอื่นให้ทำได้อีกล่ะ?”

 

 

รอยยิ้มของผมหล่นหายไป จบลงแล้ว

 

 

ผมช่วยพยุงเขาลงบนเตียงหลังจากเขาเปลี่ยนชุดเสร็จ “จอห์น ฉัน...” เขาหยุดแค่นั้นทั้งที่ยังอ้าปากอยู่ ก่อนจะโบกมือเป็นเชิงว่าไม่มีอะไร

 

 

“ไม่ มีอะไร?”

 

 

เขาถอนหายใจ “ฉันคิดว่าฉันไม่อยากอยู่คนเดียว”

 

 

ผมพยักหน้า “เดี๋ยวฉันกลับมา โอเคไหม?” เขาเพียงแต่มองขึ้นมาหาผมด้วยดวงตากลมโต ความเจ็บป่วยและฤทธิ์จากยาทั้งหลายกำลังกระชากเอาเกราะป้องกันของเขาออก ผมรู้สึกชื่นชมที่เขายังสามารถคงความเป็นตัวเองได้มากขนาดนี้ สิ่งที่เขาต้องผ่านมาทั้งหมดจนถึงตอนนี้ คนส่วนใหญ่ถ้าต้องเจอสิ่งที่เขาเจอ...คงกลายเป็นเพียงเงามืดสะอึกสะอื้นไม่เหลือเค้าของตัวเองก่อนหน้านี้ไปแล้ว

 

 

ผมเปลี่ยนชุดนอนเดินลงมาที่ห้องของเขาแล้วปีนขึ้นเตียงไปหาอีกฝ่าย ผมไม่รู้สึกแปลกๆ เมื่อทำแบบนี้ เขาเขยิบตัวเข้ามาทางผมมากขึ้น เพียงเพื่อให้วางศีรษะของตนลงบนไหล่ของผมได้ เรานอนอยู่อย่างนั้นสักพักโดยไม่ได้หลับ แต่ในที่สุดเชอร์ล็อกก็ถูกนิทราพัดพาไป ผมมองลงไปที่ใบหน้าผ่อนคลายของเขา ไม่สามารถถอนสายตาได้ ผมไม่สามารถคิดถึงความจริงที่ว่าในอีกยี่สิบสี่ชั่วโมงผมจะไม่มีวันได้เห็นใบหน้านี้อีกแล้ว โครงหน้าแปลกประหลาด แก้มซูบตอบและสีขาวราวกระดาษคือผลกระทบจากอาการป่วยของเขา

 

 

ผมไม่ได้หลับ แค่มองเขาอยู่อย่างนั้น ผมมองแผ่นอกเขากระเพื่อมขึ้นลงด้วยลมหายใจและผมก็หยุดจินตนาการถึงสิ่งที่ผมจะต้องรับรู้ในอีกไม่นานนักไม่ได้ ...และผมมองเห็นร่องรอยของความเจ็บปวดที่จะต้องเผชิญในไม่ช้า ผมยอมให้ตัวเองรู้สึกถึงมันตอนนี้ไม่ได้ ผมต้องอยู่กับเขาในชั่วโมงสุดท้ายที่เหลือเหล่านี้ ผมต้องผลักมันให้ไกลออกไปจนกว่ามันจะจบสิ้นลง...แต่ผมรู้...ผมรู้ว่าผมจะต้องเจอกับอะไร

 

 

ผมเกลียดจักรวาล เกลียดพลังงานอะไรก็ตามที่ควบคุมมันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าหรือดวงชะตาหรือคลื่นแห่งความไม่แน่นอน ใครหรืออะไรก็ตาม ผมเกลียดพวกมันที่ดึงผมเข้ามาอยู่ในวงโคจรนี่ ผมเกลียดไมค์ สแตมฟอร์ดที่แนะนำให้เรารู้จักกัน ผมเกลียดไอ้เลวที่ไหนก็ตามที่ยิงผมและทำให้ผมต้องถูกปลดจากอัฟกานิสถานมาอยู่ที่ลอนดอน ผมเกลียดอังกฤษที่ให้เงินบำนาญจำนวนแค่นี้จนทำให้ผมต้องหาคนมาร่วมจ่ายค่าแฟลต ผมเกลียดแฟลตนี่เพราะมันสวยและมีเสน่ห์จนผมไม่ได้หันหลังแล้วเดินกลับออกไปตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมเห็น ผมเกลียดเขาที่น่าสนใจและสามารถดึงดูดผมเข้าไปได้อย่างสิ้นเชิงจนผมไม่ได้พูดว่าช่างแม่งเถอะแล้วเดินไปหาแฟลตเมทที่น่าเบื่อสักคนมาอยู่ด้วย

 

 

แฟลตเมทที่น่าเบื่อ...ของอย่างนั้นมีตัวตนอยู่ด้วยหรือ? ตอนนั้นผมจะสามารถหาได้สักคนไหม? สองปีที่ผ่านมานี้ชีวิตผมจะหน้าตาเป็นอย่างไรถ้าผมหาเจอ? ผมไม่รู้ว่าผมจะแลกชีวิตที่มีเชอร์ล็อกกับอะไรได้สักอย่างรึเปล่า

 

 

ถึงแม้ว่านั่นจะหมายความว่าหัวใจของผมจะไม่ต้องแตกสลายเหมือนอย่างตอนนี้ก็ตาม

 

 

-------------------------------------------------------------------

 

 

 

อาการเขาดูดีขึ้นในตอนเช้า การบรรเทาเพียงชั่วคราวแต่ถูกเวลา เราไม่เร่งรีบ วันนี้คือวันนั้น...วันสุดท้ายของเขา

 

 

“นายอยากทำอะไร?” ผมถาม ความคิดว่าต้องเลือกใช้ชีวิตวันสุดท้ายบนโลกนี้อย่างไรมันซับซ้อนอย่างน่ากลัวจนผมมั่นใจว่ามันจะทำให้ผมขยับตัวไปไหนไม่ได้ แต่ผมก็มั่นใจพอๆ กันว่าเขามีแผนการอยู่ในใจ

 

 

เขากำลังทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง ร่างกายสูงโปร่งแต่งตัวเต็มยศ และเพียงชั่วขณะหนึ่ง มันก็เหมือนกับว่าไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเลย...ทั้งหมดกลับเป็นปกติ

 

 

ผมเกลียดทุกสิ่งทุกอย่าง

 

 

“ฉันอยากออกไปข้างนอก” เขาบอก

 

 

“ข้างนอก? ที่ไหน?” ผมรู้สึกถึงความรู้สึกหวงนั่นอีกแล้ว ผมต้องการช่วงเวลานี้...บ้าที่สุด เขาอยากออกไปไหนอีกนะ?

 

 

“ข้างนอก...ในเมืองนั่น”

 

 

โอ..นั่นคงไม่เป็นไร “เดินไปรอบๆ? สถานที่โปรดของนาย?”

 

 

“ประมาณนั้น” เขาหันออกมาจากหน้าต่าง “ในโลกนี้มีสามสิ่งเท่านั้นที่ฉันแคร์จริงๆ ฉันเลยอยากใช้เวลานี่บอกลาไปทีละอย่าง สิ่งแรกคืองานของฉัน ฉันจัดการมันไปแล้วเมื่อคืน อย่างที่สองคือเมืองเมืองนี้...ดังนั้นมาจัดการมันกันเถอะ”

 

 

ผมรู้คำตอบแต่ผมต้องถาม โทษความไม่มั่นใจบ้าบอของผมเสียเถอะ “อะไรคืออย่างที่สามหรอ?”

 

 

เขามองมาที่ผม มีเค้าตำหนิอยู่กลายๆ “จอห์น เห็นได้ชัดว่านายไม่มีความจำเป็นต้องให้ฉันเป็นคนบอกมันกับนายหรอก”

 

 

เราเดินออกมาข้างนอก ขึ้นแท็กซี่เพื่อจะได้ไม่ทำให้เขาเหนื่อยโดยเปล่าประโยชน์ เราไปที่ทราฟัลการ์สแควร์ ไฮด์พาร์ค เราเดินในความเงียบ การทรงตัวของเชอร์ล็อกยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี แต่เขาต้องเกาะแขนผมเอาไว้ เขามองไปรอบๆ สายตาพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่าง

 

 

เราหยุดพักแล้วนั่งลงบนม้านั่งเลียบแม่น้ำ ผมเดินจนชิดขอบรั้วแล้วก้มลงมองผืนน้ำ “เราจะคุยเรื่องนั้นกันไหม?” ผมพูดในที่สุด

 

 

“เรื่องอะไร?”

 

 

ผมหัวเราะขมๆ อย่างกับว่ามันมีเรื่องอื่นให้เราคุยอีกอย่างนั้นแหละ “ความจริงที่ว่านายกำลังจะตายคืนนี้”

 

 

“มีอะไรต้องพูด?”

 

 

“เยอะแยะ! เชอร์ล็อก – ฉันคิด...ฉันไม่...”

 

 

เขาคว้าแขนเสื้อของผมแล้วดึงให้ผมกลับมานั่งลงบนม้านั่ง “ฉันทำใจยอมรับมันได้แล้ว” เขาสบตาผม “ฉันไม่เคยคาดหวังว่าตัวเองจะมีอายุยืนเลยจอห์น คิดมาตลอดว่าฉันคงพบจุดจบตอนที่ยังไม่แก่ ถึงจะไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นแบบนี้ก็เถอะ คิดว่าตัวเองจะโดนยิงหรือระเบิด คิดว่าอย่างน้อยฉันจะพาใครสักคนไปกับฉันด้วย ใครสักคนที่โลกใบนี้ต้องการให้หายไป ความคิดนั่นไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับฉัน มีแค่ช่วงหลังๆ นี่ที่ความคิดของการจากชีวิตนี้ไปเริ่มทำให้ฉันรู้สึก...เศร้าใจ”

 

 

“ทำไม?”

 

 

“ฉันไม่เคยมีใครให้จากลา ใครสักคนที่จะคิดถึงฉัน” เขามองตรงมาที่ผมอีกครั้ง และมันมีอะไรบางอย่างที่เปลือยเปล่าอยู่หลังแววตานั้น “นายจะคิดถึงฉันไหม จอห์น?”

 

 

ลำคอของผมตีบตันจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ผมพยายามกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก “ตราบจนวันสุดท้ายของฉัน เชอร์ล็อก”

 

 

-------------------------------------------------------------------

 

 

 

ในแฟลตเงียบมากตอนที่เรากลับมาถึง เราแวะที่ห้องของมิสซิสฮัดสัน เธอกำลังพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้ร้องไห้ออกมา เธอกอดเชอร์ล็อกอีกครั้ง ก่อนจะหันมากอดผม

 

 

เราเดินขึ้นบันได ผมปิดประตูหลังจากเราก้าวเข้าไปในห้องแล้ว กลางคืนมาเยือนและผมรู้สึกเคว้งคว้างสิ้นดี ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อไปหรือว่ามีแผนการอะไรที่ผมต้องทำตาม เขานั่งลงในเก้าอี้นวมของเขา ผมเดินวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เขาเงยหน้าขึ้นมาหาผม “นายช่วยไปหยิบยามาหน่อยได้ไหม จอห์น?”

 

 

ความเย็นเยือกเข้าเกาะกุมหัวใจของผม...ผมรู้สึกวูบโหวงในท้องจนอยากอ้วก “ตอนนี้? แต่...ตอนนี้?”

 

 

เสียงที่เขาเปล่งออกมาช่างปลอบประโลม “เลื่อนเวลาออกไปแล้วจะได้อะไร?”

 

 

“ได้อะไร? ไม่รู้สิ ฉันแค่...ต้องเป็นตอนนี้เลยหรอ?”

 

 

“เรามาเตรียมยาไว้ก่อนเถอะ จะได้พร้อม...”

 

 

ผมเดินเข้าไปในห้องครัวด้วยสองขาที่ด้านชาแล้วเทน้ำใส่แก้ว ยาอยู่ในกระเป๋าเสื้อของผม ผมหยิบมันออกมาวางไว้บนจานใบเล็กก่อนจะเดินกลับออกมาที่ห้องนั่งเล่น เขามองดูผมอยู่ ผมทิ้งตัวลงที่พื้นตรงหน้าเก้าอี้ของเขา คุกเข่าระหว่างเท้าสองข้างของอีกฝ่าย ผมกำแก้วน้ำและถือจานไว้เอาไว้อย่างนั้น ไม่ได้ขยับตัวเพื่อส่งมันให้เขา

 

 

เขาเอื้อมลงมาหยิบมันออกไปจากผมแล้ววางมันลงบนโต๊ะข้างตัว เขาโน้มตัวมาข้างหน้า มือวางประสานอยู่ตรงหน้าตนเอง “ไม่ ฉันไม่ควรรังเกียจการตายเลยจอห์น มันคือหนี้ที่พวกเราทุกคนต้องจ่าย และฉันดีใจที่เลือกวิธีการเอาเองได้” เขาหยุดและรอจนกว่าผมจะเงยหน้าขึ้นแล้วมองไปที่เขา “ฉันไม่สนใจเลย ยกเว้น...” เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก “ยกเว้นนาย ฉันเสียใจกับความเจ็บปวดอะไรก็ตามที่นายจะเผชิญเพราะมัน ฉันจะไม่พูดว่าฉันรู้ว่ามันเป็นยังไง ฉันแค่รู้ว่าฉันได้ใช้เวลาช่วงหนึ่งลองคิดว่าจะรู้สึกยังไงหากเราสลับที่กัน”

 

 

ผมพยายามจดจำใบหน้าของเขาไว้ ผมไม่รู้ว่าผมกำลังจะพูดอะไรจนกระทั่งได้ยินมันดังขึ้นมาจากปากของตนเอง “ฉันเคยคิดจริงๆ ว่าฉันจะได้ใช้เวลาทั้งหมดที่เหลือในชีวิตไปกับนาย” ผมบอก

 

 

เขายิ้มเยาะใส่ผมเบาๆ “นั่นคือทั้งหมดที่นายวางแผนไว้หรอ? ค่อนข้างจำกัดนะ ว่างั้นไหม?”

 

 

“ไม่ ฉันหมายถึง...ไม่ว่าสิ่งไหนหรืออะไรก็ตามที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเคยพบใคร หรือเคยเป็นอะไร...ก่อนสิ่งไหนๆ ทั้งหมด ฉันเป็น...นี่” ผมพูด ทำท่าทางอะไรสักอย่างในอากาศระหว่างเรา

 

 

เขาพยักหน้า “ฉันคิดว่าในบางมุมแล้ว ฉันโชคดีนะ”

 

 

“โชคดี? ยังไง?”

 

 

“ฉันได้ใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดในชีวิตกับนาย”

 

 

หัวใจของผมแหลกสลาย

 

 

ผมรู้สึกถึงฝ่ามือของเขาบนหัวระหว่างที่ร้องไห้ หน้าผากของผมวางอยู่บนเข่าของเขา ผมมันไร้ประโยชน์ ผมล้มเหลว “ฉันควรจะคอยดูแลนายให้อยู่อย่างปลอดภัย” ผมพูดผ่านน้ำตามากมาย “ฉันหยุดมันไม่ได้ ฉันขอโทษที่ฉันแก้ไขอะไรไม่ได้”

 

 

“นายรักษามันแล้วจอห์น เป็นเพราะนายฉันถึงสามารถไปแบบนี้ได้ แบบที่ฉันต้องการ” เขาเลื่อนมือมาสัมผัสคางผมแล้วดันเบาๆ ให้ผมยกหัวขึ้น เขาประคองใบหน้าผมไว้ระหว่างสองมือแล้ววางหน้าผากของเขาลงที่หน้าผากของผม ผมกำข้อมือของเขาไว้เพราะผมต้องยึดอะไรไว้สักอย่าง “ฉันไม่ใช่คนประเภทที่จะกล่าวแถลงการณ์หรือคำสารภาพอะไร” เขาเอ่ยแผ่วเบา

 

 

“ฉันไม่ต้องการคำพูดไหนๆ”

 

 

“ดี...ฉันเชื่อว่าการกระทำของฉันพูดแทนได้ดีพอ”

 

 

ผมพยักหน้ารับ เขาปล่อยผมแล้วเอนหลังออกไป เขาเอื้อมมือไปที่จานและแก้วน้ำ ผมหยิบมือถือของตัวเองออกมาแล้วส่งข้อความสองข้อความ ข้อความแรกของเลสตราด อีกข้อความของซาราห์ นี่คือข้อตกลง ผมส่งข้อความตอนที่เขากินยา ทั้งสองคนจะมาถึงแฟลตในอีกหนึ่งชั่วโมง เลสตราดจะมาเพื่อเชอร์ล็อก ซาราห์จะมาเพื่อผม

 

 

เชอร์ล็อกสบตาผมเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะกลืนยาลงไปพร้อมน้ำหนึ่งอึก เขาวางจานลงที่เดิมด้วยกริยาที่บ่งบอกว่าการสิ้นสุดมาถึงแล้ว

 

 

จบแล้ว ในอีกสามสิบนาทีต่อจากนี้เขาจะค่อยๆ หายไป

 

 

ผมลุกขึ้นและดวงตาของเขาก็เลื่อนตามผม ผมเอื้อมไปหามือของเขาแล้วดึงให้เขาลุกขึ้น เขามองผมด้วยสายตางุนงง ผมพาเขามาที่โซฟาแล้วนั่งลงตรงมุมด้านหนึ่ง เขาเข้าใจแล้วนั่งลงข้างๆ ผม ผมกุมมือนั้นไว้ตลอดเวลา

 

 

การหายใจของเขาเป็นไปอย่างเชื่องช้าและตั้งใจ ผมอยากพูดแต่ไม่รู้จะพูดว่าอะไร ไม่รู้ว่าการพูดจะช่วยอะไรเราสองคนไหม เขามองมาที่ผม “จอห์น...” เขาเริ่ม และผมเห็นแววของความหวาดกลัวในดวงตาคู่นั้น “ฉันคิดว่าฉันพร้อมสำหรับมัน” เสียงของเขาสั่น

 

 

“ฉันอยู่ตรงนี้ เชอร์ล็อก”

 

 

“ฉันกลัว...จอห์น” ผมไม่เคยได้ยินเสียงของเขาเล็กและไร้กำลังขนาดนี้มาก่อน

 

 

ต่อไปนี้ไม่มีอะไรที่ผมทำแล้วมันจะสำคัญเท่านี้อีกแล้ว

 

 

ผมดึงเขาเข้ามาในอ้อมกอดแล้วประคองศีรษะเขาให้ซบลงบนหัวไหล่ของผม เขาผอมลงมาก เขาขดตัวอยู่ในตักของผมซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ที่เล็กได้อย่างไม่น่าเชื่อ วงแขนของผมโอบรอบตัวเขาได้อย่างสิ้นเชิง เขากำเสื้อไหมพรมของผมแล้วปล่อยลมหายใจที่สั่นเทาออกมา “ทำตัวให้สบายเถอะนะ” ผมกระซิบ

 

 

“ฉันไม่อยากจากนายไป”

 

 

“ฉันไม่อยากให้นายไป”

 

 

เราสองคนกำลังเดินอยู่ริมหน้าผา ความกลัวอย่างที่สุดถาโถมเข้ามาใส่ผม ผมไม่อยากได้ยินคำนั้นเหลือเกิน...พอๆ กับที่ผมไม่อยากพูดมันออกไป ตอนนี้ผมกำลังสูญเสียเพื่อนสนิทของผมไป และนั่นเลวร้ายมากพอแล้ว ผมไม่รู้ว่าผมจะทนสูญเสียอะไรที่เป็นมากกว่านั้นได้ไหม ผมไม่สามารถมองไปยังภาพอนาคตข้างหน้าที่เราไม่มีวันสัมผัสแล้วยอมรับว่าเราสามารถมีอะไรได้มากกว่ามิตรภาพที่เราคุ้นเคย ถ้าผมมองไปที่ถนนสายที่ถูกปิดไปแล้วและมองเห็นอะไรอย่างอื่นอยู่ตรงนั้น สิ่งที่เรามองผ่านแต่ไม่เคยไขว่คว้ามา ไม่เคยรับรู้ถึงตัวตนจริงๆ ของมัน ...มันคงทำลายตัวผมไปตลอดกาล

 

 

แต่นี่มันไม่เกี่ยวกับผม หากเขาต้องการมัน ก็ให้มันถูกเอื้อนเอ่ยออกมาเถอะ ...และพระผู้เป็นเจ้าได้โปรดช่วยผมด้วย

 

 

ผมรู้สึกถึงร่างกายที่อ่อนแรงลงของเขา “จอห์น” เขาพูด เสียงเลอะเลือนไร้เรี่ยวแรง “...ต้องเห็นหน้านาย”

 

 

ผมขยับตัวเขาในอ้อมแขนของผมจนเราเห็นหน้าของกันและกัน เปลือกตาเขาอ่อนล้าเต็มที ร่างกายของเขากำลังสั่น “เชอร์ล็อก นายแค่มองหน้าฉันไว้ ไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องพยายามยึดอะไรไว้ทั้งนั้น...แค่มองมาที่ฉัน ตกลงไหม?”

 

 

เขาทำตาม นัยน์ตาไล่ไปทั่วใบหน้าผมแล้วจดจำผมไว้เหมือนเขากำลังพยายามจะทำสิ่งที่ผมทำไปก่อนหน้านี้ ผมรู้ว่าผมจะไม่ได้รับการละเว้นอะไรทั้งนั้น เพราะเขาก็ไม่ได้รับเหมือนกัน

 

 

ผมจุมพิตริมฝีปากของเขาแผ่วเบา ผมรู้สึกถึงความตึงเครียดในร่างกายของอีกฝ่ายและในฝ่ามือบนใบหน้าผมที่ค่อยๆ หายไป ผมกระชับอ้อมกอดพาให้หน้าผากของเราสัมผัสกันอีกครั้ง เปลือกตาของเขากระพริบถี่ขึ้น เขาจูบตอบผม ท่าทางเหนื่อยล้าเหมือนนั่นเป็นเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายของเขา เขากำเสื้อไหมพรมของผมแน่นขึ้น ดวงตาวาววับมองมาที่ผม “ฉันอยากให้นายเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฉันเห็น” เสียงพร่าดังออกมาจากริมฝีปากที่ผมเพิ่งสัมผัส

 

 

ผมไม่ละสายตาไปไหน รู้สึกเหมือนมีใบมีดกรีดลงที่ผิวกายทุกวินาทีที่มองดวงตาคู่นั้นแต่ผมยังคงมองไปที่อัญมณีที่เป็นเหมือนจักรวาลทั้งหมดของผม ผมจะไม่มีวันละสายตาเพราะนี่มันศักดิ์สิทธิ์...และยังไงผมก็เดินผ่านจุดที่ปลอดภัยไปนานเกินกว่าจะช่วยขึ้นมาได้แล้ว เขาหายใจเขาลึกๆ สองสามครั้งก่อนจะปล่อยร่างกายให้จมลงในสัมผัสของผม เขาหลับตาลง

 

 

เขาหลับไปแล้ว...คงอีกไม่นาน

 

 

ผมรวบตัวเขาเข้ามาใกล้มากขึ้น โอบกอดเขาไว้ ผมจูบใบหน้าของเขาซ้ำแล้วซ้ำอีก ผมรู้ตัวว่าผมกำลังพูดกับเขาแต่ไม่รู้ว่าผมพูดอะไรออกไป ผมอาจจะกำลังบอกเขาว่าผมรักเขา อาจจะกำลังบอกเขาว่าผมจะไม่เคยรักใครมาก่อนและต่อจากนี้ไปก็ไม่มีวันรักใครอีก อาจจะกำลังก่นด่าเขาที่ทิ้งผมไว้แบบนี้ ผมไม่รู้เลยจริงๆ มันไม่สำคัญหรอก ทุกสิ่งนั้นมันเป็นความจริงถึงแม้ว่าผมจะบอกเขาไปหรือไม่ก็ตาม

 

 

เขาหายใจเป็นครั้งสุดท้ายอีกสองสามนาทีต่อมา หายใจเข้า และจากนั้น...ว่างเปล่า

 

 

ผมจ้องใบหน้าเขา มัน. ไม่. ใช่. เรื่อง. จริง.

 

 

เขาไม่สามารถได้ยินผมอีกแล้ว ผมจึงพูดมันใหม่ทั้งหมดและครั้งนี้ผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ ผมพูด พูด พูดกับเขาจนไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้อีก

 

 

เลสตราดกับซาราห์อยู่ตรงนั้น สองคนนั่นมาถึงเมื่อไหร่กัน? ทั้งสองคนกำลังยืนเอียงตัวมาทางเรา ใบหน้าดูเศร้า ซาราห์กำลังร้องไห้ เลสตราดมาพร้อมกับเจ้าหน้าที่จากสถานที่จัดงานศพหลายคนที่จะมาพาเขาไป ผมไม่ยอมหรอก ซาราห์ดึงผมไว้และท้ายที่สุดเธอกับเลสตราดต้องช่วยกันกล่อมให้ผมปล่อยเขาไป ผมมองภาพนั้นไม่ได้ ผมเดินไปที่หน้าต่างและซาราห์เข้ามากอดผมจากด้านหลัง ผมได้ยินเสียงกุกกักและเสียงล้อบนบันไดและเสียงก๊องแก๊งจากเตียงเคลื่อนที่และพวกเขาเกือบเดินไปจนสุดทางแล้วตอนที่ผมหยุดพวกเขาไว้

 

 

“รอเดี๋ยว ขอเวลาครู่เดียว” ผมต้องฟังดูสงบพอสมควร พวกเขาจึงหยุดเมื่อผมพูดอย่างนั้นออกไป เขาถูกคลุมไว้ด้วยผ้าขาว ผมเดินไปที่เตียงแล้วเลิกผ้าออก

 

 

ผมแค่มอง บางทีผมอาจจะมีอะไรอยากพูดแต่ตอนนี้มันหายไปแล้ว มันสายไปแล้ว ผู้ชายคนที่ผมสูญเสียไปไม่ได้เป็นเพียงแค่เพื่อนสนิทของผม ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว

 

 

คนพวกนั้นพาเขาออกไป เลสตราดกอดผม และมันน่าตกใจนิดหน่อย แต่ผมต้องการมัน เขากลับไป และซาราห์คอยดูผมเหมือนเหยี่ยวมองเหยื่อ

 

 

ผมก้าวเท้าข้ามห้องนั่งเล่นไปที่โซฟา ผมเดินไปได้แค่ครึ่งทาง ขาของผมค่อยๆ หมดเรี่ยวแรงลงก่อนผมจะลงไปนั่งอยู่กับพื้น จ้องมองพื้นที่ว่างเปล่าไร้ความหมาย เธอเดินมาหาผมตรงนั้นแล้วกุมมือผมไว้

 

 

ผมไม่รู้สึกอะไรเลย

 

 

-------------------------------------------------------------------

 

 

 

ผู้คนมากมายมาร่วมงานศพของเขา ผมไม่แปลกใจ คนหลายคนชื่นชมเชอร์ล็อก อีกมากทนเขาไม่ได้ แต่ไม่มีใครที่เคยรู้จักเขาลืมมันไปเลย และมันดูเหมือนว่านี่เป็นหน้าที่ของทุกๆ คนที่ต้องอยู่ที่นี่

 

 

ผมกำลังถูกปฏิบัติประหนึ่งว่าเป็นม่ายที่โศกเศร้า เจ้าภาพงาน คนที่ใกล้ชิดที่สุดของเขา ความจริงแล้วตำแหน่งนี้ควรเป็นของแม่ของเขา แต่ทุกคนดูจะคิดเหมือนกันว่าการจัดงานไปแบบนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสมอย่างที่สุดแล้ว...คนที่คิดแบบนี้รวมไปถึงแม่ของเชอร์ล็อกเองด้วย

 

 

ถึงแม้ว่าผมจะเคยกลัว แต่เธอไม่โทษผม ไมครอฟต์บอกว่าเธอเกลียดการจากลาและคงไม่รู้ว่าจะรับมือกับเชอร์ล็อกอย่างไร และมันก็ดูจะเป็นแบบนั้น เหมือนว่าเธอจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เธอกอดผมแล้วบอกผมว่าเธอดีใจที่เขามีผมอยู่ด้วยในช่วงเวลาสุดท้ายของเขา

 

 

ผมยืนขึ้นเพื่อกล่าวบทยกย่องของเขา ผมแค่ทำมันเพราะว่าผมไม่สามารถจินตนาการว่ามีใครคนอื่นทำมันได้ ผมพูดเกี่ยวกับความฉลาดของเขา การอุทิศตัวของเขาให้แก่งาน ผมพูดเกี่ยวกับผู้คนที่เขาเคยช่วยและอาชญากรที่เขานำมาสู่ความยุติธรรม ผมไม่ได้พูดเกี่ยวกับว่าเขาทำให้ผมรู้สึกว่ายังมีชีวิตอยู่ยังไง หรือตอนที่ดวงตาคู่นั้นส่องประกายเมื่อมีแสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาทางด้านข้าง

 

 

ผมบอกผู้ร่วมงานว่าเขาคือเพื่อนของผม และผมได้รับเกียรติที่ได้มารู้จักและร่วมงานกับเขา ผมไม่ได้บอกคนพวกนั้นว่าผมรักเขา และยังรักอยู่เรื่อยไป และไม่ได้บอกว่าถ้าผมมีพรอยู่หนึ่งข้อ สิ่งเดียวที่ผมจะขอคือขอให้ผมสามารถหยุดมันลงได้

 

 

-------------------------------------------------------------------

 

 

 

เชอร์ล็อกทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้ผม เขามีเงินมากมายเกินกว่าที่ผมคาดไว้ เขาคงจะไม่เคยจำเป็นต้องมีแฟลตเมทเลย แต่ผมรู้เมื่อนานมาแล้วว่าการมีตัวตนของผมได้ทำหน้าที่หลายอย่างและหน้าที่ที่เล็กน้อยที่สุดก็คือด้านการเงิน ผมพบว่าตอนนี้ผมกลายเป็นคนร่ำรวยในระดับหนึ่ง ผมจึงหยุดงานที่คลินิกไว้สักพัก ผมใช้เงินไปกับการจัดการแฟลตใหม่

 

 

กลางดึกคืนหนึ่ง ผมหยิบสแครปบุ๊คเล่มหนึ่งจากทั้งหมดของเขาขึ้นมาเปิด อาชญากรรม การไขคดี ตัวอย่างต่างๆ ที่เขารวบรวมไว้ ข้อความในลายมือของเขาขมวดยุ่งเหมือนแมงมุมไปทั่วทั้งหน้ากระดาษ ผมนั่งอยู่กับมัน ได้ยินเสียงเขาพาผมเดินผ่านแต่ละหน้า ผมอ่านจนจบเล่ม จากนั้นก็หยิบเล่มต่อไป และต่อไป

 

 

ภายในหนึ่งเดือนผมก็อ่านทุกสิ่งทุกอย่างของเขาที่อยู่ในแฟลตจนหมด ผมซื้อตู้เก็บเอกสารมาจัดการแฟ้มงานที่สับสนยุ่งเหยิงของเขา แบบนี้แล้วผมจะสามารถเปิดหาหรือหยิบเอกสารอะไรก็ตามที่ผมต้องการได้ภายในไม่กี่วินาที ผมไม่รู้ว่าทำไม่ผมต้องรู้สึกว่าผมมีความสามารถนั้น แต่ผมก็ยังทำมันไม่ว่าจะยังไงก็ตาม

 

 

เลสตราดโทรมาหาผมประมาณหกอาทิตย์หลังจากงานศพ “มีคดีแปลกๆ” เขาพูด “ศพผู้ชายนอนตาย ไม่มีแม้แต่ร่องรอยบนร่าง ห้องปิดตาย ไม่มีหน้าต่าง”

 

 

“แล้ว?” ผมเอ่ยงงๆ

 

 

“นายจะมาไหม?”

 

 

“ฉันหรอ?”

 

 

เขาถอนหายใจ “นายคือสิ่งที่ดีที่สุดรองมาจากเขาแล้วจอห์น”

 

 

ผมไปที่สถานที่เกิดเหตุ ทุกคนจ้องมาทางผม ท่าทางผมคงดูไม่เข้าที่เข้าทางเมื่อไม่มีร่างสูงโปร่งในเสื้อโค้ทสีดำเคียงข้าง ผมหลับตาก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง และเมื่อผมลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็อยู่ตรงนั้นกับผม

 

 

ผมมอง และผมเห็นสิ่งที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงมองไม่เห็น ผมไม่ได้หลอกตัวเองว่าผมเห็นทุกสิ่งอย่างที่เขาคงจะเห็น แต่ผมเห็นหลายสิ่งหลายอย่าง และมันกลายเป็นว่าผมเห็นมากพอ

 

 

ผมหันไปหาเลสตราดก่อนกลับ “ฉันไม่เหมือนเขาเกร็ก ฉันดีใจที่ช่วยได้...แต่ฉันจะคิดค่าจ้างล่ะนะ”

 

 

เขาฉีกยิ้มกว้าง “ตามที่คุณต้องการเลย ด็อกเตอร์วัตสัน”

 

 

ครั้งต่อไป ผมเร็วขึ้น ครั้งต่อมาอีก ผมละเอียดมากขึ้น

 

 

ผมนั่งอยู่ที่บ้านพร้อมแฟ้มคดี เราคุยและปรึกษากัน “นายคิดว่ากระเป๋าเงินนั่นเป็นยังไง?” เขาถามผม

 

 

“คืนก่อนหน้านั้นเขาอยู่ที่ยิม”

 

 

“นายรู้ได้ยังไง?” เขาสงสัย เชอร์ล็อกไม่เคยใส่ใจแนวทางการสอบสวนธรรมดาๆ สักเท่าไหร่ กระเป๋าเงิน ไดอารี่ รายละเอียดของการโทรเข้าออก มันชัดเจนเกินไป

 

 

“เขามีบัตรทั้งหลายทั้งแหล่ปึกเบ้อเร่อ บัตรเครดิต บัตรสมาชิก บัตรเอทีเอ็ม บัตรยืนยันเช็คอยู่ในช่องที่สองจากหลังสุด นั่นคือบัตรที่คนส่วนใหญ่ใช้บ่อยที่สุด ดังนั้นเขาต้องมีนิสัยดึงมันออกมาใช้แล้วสอดกลับเข้าไปทางด้านหลังของกอง บัตรสมาชิกโรงยิมอยู่หลังสุด เพราะฉะนั้นเขาต้องหยิบมันออกมาหลังจากใช้บัตรยืนยันเช็คครั้งล่าสุดไป คนส่วนมากดำเนินชีวิตไปได้ไม่นานนักถ้าไม่มีบัตรนั่น ดังนั้นแล้วเขาต้องอยู่ที่ยิมในคืนก่อนที่จะเสียชีวิตแน่ๆ”

 

 

“ฮืมมม... ฉันประทับใจนะ”

 

 

ผมยิ้ม “นายคงไม่มีวันพูดแบบนั้นถ้านายอยู่ตรงนี้จริงๆ”

 

 

“ฉันเสียใจที่ถูกกล่าวหาแบบนั้นนะจอห์น”

 

 

บางครั้ง ผมแทบจะมองเห็นเขา ผมหลับตาแล้วนึกถึงเขาในหัว “ฉันรักนาย”

 

 

เขาไม่ตอบ ไม่เคยเลยเวลาที่ผมเอ่ยประโยคนั้นออกไป

 

 

หกเดือนต่อมาผมลาออกจากงานที่คลินิก ผมมีนามบัตรชุดใหม่ ด็อกเตอร์จอห์น วัตสัน Consulting detective

 

 

ยังคงเป็นเพียงหนึ่งเดียวในโลก

 

 

 

 

the end.

 

 

 

 

-------------------------------------------------------------------

 

 

 

-note-

 

 

>> Consulting detective

อาชีพของเชอร์ล็อก แปลตรงตัวก็คือ นักสืบที่ปรึกษา ในฉบับนิยายของ Sir Arthur Conan Doyle ที่ได้รับการแปลเป็นไทยแล้วแปลไว้ว่า นักสืบเชลยศักดิ์ จากวิกิพีเดีย “นักสืบเชลยศักดิ์ หมายถึง เป็นนักสืบเอกชนที่ทำงานตามการว่าจ้างเป็นคราว ๆ ไป” (ส่วนคำว่า เชลยศักดิ์ เฉยๆ แปลว่า อยู่นอกทำเนียบนอกทะเบียน หรือก็หมายถึง ของเอกชน นั่นเอง)

 

 

 

-------------------------------------------------------------------

 

 

และสุดท้าย เผื่อใครยังไม่เคยดู เป็น fanmade video ของ Alone On The Water ค่ะ

;__;) >>> http://www.youtube.com/watch?v=TEA-B1QNplQ

 

 

ขอบคุณที่อ่านกัน

และ ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ด้วยค่ะ (_ _)

 

 

เจอกันเอนทรี่หน้านะคะ /โบกผ้าเช็ดหน้าเปียกน้ำตา

 

ปล. บางคนอาจจะสังเกตเห็นว่าทำไมชื่อเปลี่ยนจาก eleventh (จากเดิมคือ eleven) เป็น seventeensteps ? หา เปลี่ยนชื่ออีกแล้วเรอะ ? คำตอบคือใช่ค่า TvT คราวนี้คิดว่าคงลงตัวแล้วล่ะค่ะ ขอโทษด้วยนะคะถ้าทำให้ใครสับสน

 


 

Comment

Comment:

Tweet

โอยยยย ต่อมน้ำตาแตกเลยค่ะ งานนี้ 
นึกถึงประโยคนี้เลยค่ะ'เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป' 
เป็นอะไรที่งดงามและเศร้าในเวลาเดียวเลยค่ะ สุดยอดจริงๆQ^Q
//มิตรภาพของเพื่อนมันช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน

#4 By sebatian castellanos (223.206.245.177|223.206.245.177) on 2015-05-08 22:46

โอ๊ยยยยยย
มันไม่ยอมให้คอมเมนท์ในมือถือ -*-
ถึงกับต้องเปิดคอม

เศร้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา
จบได้ดีมากอะ แบบ เหมือนจอห์นกำลังรักษาตัวตนของเชอร์ล็อกไว้ในตัวเอง
น้ำตานองอีกแล้วววววว

#3 By Lydia (49.230.135.153|49.230.135.153) on 2014-07-07 21:34

จบได้เศร้าแต่สวยงามมากค่ะ
อ่านไปร้องไห้ไป

#2 By สายป่าน (27.55.231.130) on 2013-08-28 01:21

เรื่องนี้ดูแล้วจิ้นกระจายสุดๆค่ะ โอยเศร้ากับฟิค ; - ; ชอบมากเลยคู่หมอกัวเชอร์ล๊อกเนี่ย

#1 By 有里湊 on 2013-08-28 00:45

seventeensteps View my profile

Flag Counter