[Sherlock fic] Alone on the Water 1/2 (translated)

posted on 10 Aug 2013 14:15 by thenumbereleven in translation directory Fiction, Entertainment
 
 
...ค่ะ ใช่แล้ว
 
มันคือ Alone on the Water
 
ที่มาว่าทำไมอยู่ๆ หยิบเรื่องนี้มาแปลก็คือเมื่อหลายวันก่อนเรานั่งดู The Reichenbach Fall อีกรอบค่ะ แล้วฟีลส์ต่างๆ ก็พากันพรั่งพรูมาใส่เรา
เราก็เลยนั่งอ่านอะโลนฯอีกรอบ (เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็จำไม่ได้) แล้วฟีลส์ที่ถาโถมทำให้เราไม่สามารถหยุดแค่นั้นได้ ...ลงเอยด้วยการที่เราเปิดหน้าเวิร์ดขึ้นมาแล้วแปลจึ๊กๆๆ
เรื่องนี้เลยกลายเป็นเหมือนการระบายอะไรบางอย่างของเราซะส่วนใหญ่ เพราะแปลไปเศร้าไป /ฮือว์ววว์
 
นี่เลยค่ะ ต้นฉบับ >> http://madlorific.livejournal.com/22790.html
/ตาย
 
 

-------------------------------------------------------------------
 
 
 
Alone on the Water (part 1/2)
a Sherlock fanfiction by Mad Lori
translated by eleventh (seventeensteps)
 
Pairing: Sherlock/John
Rating: G
Warnings: character death, angst 
 
 
 
-------------------------------------------------------------------
 

 

Sorrow’s my body on the waves
Sorrow’s a girl inside my cave
I live in a city sorrow built
It’s in my honey, it’s in my milk

Don’t leave my half a heart alone on the water
Cover me in rag and bone sympathy
Cause I don’t want to get over you.

--The National

 
 
-------------------------------------------------------------------
 

 

ผมนั่ง และผมได้ยินคำพูดพวกนั้น ผมรู้สึกด้านชา 

 

 

ไม่สามารถผ่าตัดได้. ลึก. ความดันใต้กะโหลก. ขอโทษ. ทางเลือก. การเตรียมการ.

 

 

เชอร์ล็อกนั่งไขว่ห้างอยู่ข้างผม ท่าทางสงบนิ่ง “ฉันมีเวลาอีกนานแค่ไหน?” คือทั้งหมดที่เขาเอ่ยปากถาม

 

 

ศัลยแพทย์ทางระบบประสาทตรงหน้าคือเพื่อนร่วมชั้นที่เรียนจบมาด้วยกันจากบาร์ตส์ เขาเป็นคนดี สายตาเขามองมาทางผม แววของความเห็นใจสะท้อนอยู่ ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่คนพวกนี้ทำ...มองมาด้วยสายตาที่เหมือนว่าเข้าใจ...แต่ผมไม่ใส่ใจเท่าไหร่นัก “หนึ่งเดือน ที่ข้างนอกนั่น”

 

 

ผมมีคำถามอีกมากมายแต่เชอร์ล็อกกลับลุกขึ้นยืน “ขอบคุณด็อกเตอร์ มาเถอะ...จอห์น” แล้วเขาก็เดินออกจากห้องไป ผมเริ่มก้าวเท้าตามอีกฝ่าย

 

 

“จอห์น...ฉันเสียใจ” เพื่อนเก่าเอ่ย “เราทำให้เขาสบาย...ได้”

 

 

และผมหัวเราะ ผมแปลกใจที่ได้ยินเสียงนั่นดังออกมาจากปากของผมเอง “เขาไม่เคยใช้ชีวิตสุขสบายมาก่อน ไม่มีความจำเป็นจะต้องเริ่มตอนนี้”

 

 

-------------------------------------------------------------------

  

เราไม่ได้พูดอะไรกันเลยในแท็กซี่ระหว่างกลับบ้าน ผมเหม่อมองผ่านหน้าต่างออกไป ดูนั่น ดูชีวิตข้างนอกนั่นสิ โลกยังหมุนไปแต่ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองถูกทำตกหล่นไปตรงไหนซักแห่ง เชอร์ล็อกเคาะนิ้วลงบนเข่าตัวเองเป็นจังหวะ เขาก้าวออกไปก่อนที่รถจะจอดสนิทเสียอีก เชอร์ล็อกเดินเข้าไปในแฟลต วิ่งขึ้นบันได จากนั้นหนึ่งวินาทีต่อมาเขาก็จมลงไปกับกองเอกสารต่างๆ ของเขา ชายหนุ่มมอง พลิก โยน แล้วหยิบมากองซ้อนกันใหม่ ผมไม่เข้าใจสักนิดว่าเพื่อนของผมกำลังทำอะไรอยู่

 

 

ผมทำได้แค่ยืนอยู่ตรงนั้น “เชอร์ล็อก” เขาไม่ตอบผม “เชอร์ล็อก!”

 

 

“ฉันไม่สนใจจะพิจารณาสภาพจิตใจของฉันตอนนี้ จอห์น...เห็นได้ชัดว่านั่นคือเป้าหมายของนาย”

 

 

“ถ้างั้น...แล้วสภาพร่างกายนายล่ะ?”

 

 

เขาหัวเราะขื่นๆ “จากไอ้ที่ฉันได้ยินมาก่อนหน้านี้...ตอนนี้ยังจะมีอะไรสำคัญอีกหรอ?”

 

 

“เราต้องคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนั้น”

 

 

“คุยอะไรล่ะ?” เขาโยนแฟ้มเอกสารทิ้งแล้วหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับผม “เรื่องที่ฉันมีเวลาใช้ชีวิตอีกหนึ่งเดือน?” คำพูดพวกนั้นฟาดเปรี้ยงลงมา ผมรู้สึกเหมือนโดนกระสุนปืนฝังเข้าที่กระดูกสันหลัง “ฉันกำลังสงสัยว่ามันคือนายเองต่างหากที่รู้สึกว่าเราต้องคุยกันเรื่องนี้”

 

 

“โอเค...ใช่ ฉันเอง เชอร์ล็อก...”

 

 

“ตอนนี้สิ่งที่ฉันกังวลเพียงอย่างเดียวก็คือ ตัวฉันเหลือเวลาที่จะสามารถทำงานได้อีกนานแค่ไหนก่อนที่จะทำอะไรไม่ได้อีก”

 

 

ผมไม่อยากจะเชื่อ “งาน ของนาย?”

 

 

เขาหยุดในที่สุด แล้วหันมามองหน้าผม “ฉันเชื่อใจว่านายจะพูดความจริง จอห์น... บอกความจริงกับฉันที...เดี๋ยวนี้

 

 

ผมสูดหายใจเข้าเต็มปอด ปล่อยออก ปล่อยมันลอยออกไปเหมือนลูกโป่ง แต่ผูกเชือกไว้เพื่อที่ผมจะสามารถดึงมันกลับมาได้ในภายหลัง “อาการปวดหัวของนายจะย่ำแย่ลง นายจะเริ่มพูดไม่ได้ ระบบการทรงตัวของนายจะเริ่มผิดปกติ ไม่นานนักนายก็จะทำไม่ได้แม้แต่เดินหรือยืนเฉยๆ ระบบการรับรู้และการคิดวิเคราะห์ของนายจะเสื่อม จากนั้นสายตานายจะเริ่มพร่าลง นายจะเจอกับอาการคลื่นไส้ เวียนหัว อาการเจ็บปวดตามร่างกายและกล้ามเนื้ออ่อนแอ และในที่สุดนายก็จะหมดสติไป”

 

 

เขาพยักหน้า “ตอนนี้นายคงรู้ว่าปัญหาด้านการทรงตัวและการพูดมันเริ่มไปแล้ว” ผมพยักหน้าตอบ “ฉันไม่มีความต้องการจะทนทรมานกับอาการทั้งหมดนั่น จอห์น” เขามองตาผม ใบหน้าสงบนิ่ง แต่ผมรู้จักเขาอย่างที่คนอื่นไม่รู้จัก...บางที คนอื่นคงไม่มีวันได้รู้จัก และจากดวงตาที่สบอยู่ ตอนนี้ผมมองเห็น...ว่าเชอร์ล็อกกำลังกลัว

 

 

“ฉันก็ทนมองนายต้องเจออะไรแบบนั้นไม่ได้เหมือนกัน” ที่เลวร้ายกว่าการสูญเสียคนคนนี้คือความคิดว่าต้องทนดูสติปัญญาของเขาเสื่อมถอยลง การที่รู้อยู่ในใจอย่างเลือนรางว่ามันเคยเป็นสิ่งที่พิเศษและมหัศจรรย์มากเพียงไหน แต่ไม่สามารถจำได้ว่าอย่างไรหรือทำไม ต้องทนมองพลังงานมากมายถูกขังอยู่ในร่างกายที่ไม่ทำตามคำสั่งอีกต่อไป พ่ายแพ้อย่างน่าเศร้าต่อก้อนเนื้อแปลกปลอมในสมองของเขาเอง

 

 

ผมรู้ว่าเขาต้องการอะไร พระเจ้า...ผมได้แต่โล่งใจอย่างขมขื่น “ฉันจะดูแลนายเอง”

 

 

ใบหน้าของเขาอ่อนลงนิดหน่อย “ฉันรู้” แล้วสีหน้าเรียบเฉยดั่งผาหินก็กลับมา “ฉันจะไม่ใช้ยาแบบฉีด”

 

 

ผมรู้สึกสับสนชั่วขณะ “แต่นั่นจะเป็นวิธีที่เรียบง่ายที่สุด”

 

 

“ฉันไม่ยอมให้นายต้องเจอกับข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหาอะไรเด็ดขาด มันต้องเป็นอะไรที่เชื่อได้ว่าฉันเป็นคนทำเอง...มียาเม็ดไหม?”

 

 

“มี มันใช้เวลานานกว่านิดนึง ประมาณครึ่งชั่วโมง...แต่นายจะไม่รู้สึกเจ็บปวด”

 

 

“ดีแล้ว... นายเตรียมยาไว้เถอะ แล้วเรามาปล่อยให้มันค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ตอนนี้ฉันจะทำงานต่อ...ส่วนนายก็ห้ามบอกใครเกี่ยวกับอาการของฉัน เข้าใจไหม?”

 

 

ผมเข้าใจ ผมรู้...รู้ว่าผมจะไม่สามารถทำตามคำขอนั่นและเขาก็รู้ว่าผมทำไม่ได้ แต่ผมรู้ว่าทุกคนจะช่วยกันรักษาเรื่องหลอกลวงแสนอ่อนโยนที่ว่าไม่มีใครรู้เอาไว้ “ตกลง”

 

 

“เราจะรอจนกว่าเวลานั้นจะมาถึง แล้วค่อยตัดสินใจเรื่องนี้ ใครก็ตามที่อยากพบฉัน...ฉันคิดว่าก็ควรจะปล่อยให้คนพวกนั้นได้ทำตามที่ต้องการซักครั้ง แต่ฉันจะใช้ชีวิตวันสุดท้ายตามลำพัง”

 

 

ลำคอของผมตีบตัน “ตามลำพัง?”

 

 

“ใช่ ดังนั้นฉันหวังว่าวันนั้นนายจะขอหยุดงานได้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นอะไรที่กะทันหัน...”

 

 

ความโล่งใจแทบจะทำให้ผมรู้สึกหายใจไม่ออก “อา ฉันมั่นใจว่าพวกเขาคงจะเข้าใจ”

 

 

เขาได้ยินอะไรบางอย่างในน้ำเสียงของผมแล้วจึงก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกหนึ่งก้าว “จอห์น ตอนที่ฉันบอกว่า ‘ตามลำพัง’ สิ่งที่ฉันหมายถึงคือ...” เขากระแอม “...คือ ฉันหวังว่านายจะรับมันได้”

 

 

รับได้ เพื่อนสนิทของผมเพิ่งเอ่ยปากบอกผมว่าเขาอยากจะใช้ชีวิตวันสุดท้ายของเขากับผมตามลำพัง ผมรับมันไม่ไหวเลยซักนิดเดียว

 

 

สมองของผมยังไม่ค่อยตระหนักถึงความจริงที่ว่าเขากำลังจะจากผมไป ผมแทบจะไม่สามารถนึกถึงชีวิตที่ไม่มีเขาได้ เขาค่อยๆ แทรกตัวเองเข้ามาในความทรงจำทั้งหมดของผมอย่างเจ้าเล่ห์ เหมือนกับว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขามีตัวตนอยู่ข้างผมเสมอ เขาอยู่ตรงนั้นที่อัฟกานิสถาน นั่งอยู่บนเตียงข้างๆ วิจารณ์เรื่องทหารคนอื่น กวนผมเวลามีคนไข้มาให้ผมต้องเย็บ เขาอยู่ที่บาร์ตส์ ขัดจังหวะเวลาอ่านหนังสือของผมเพื่อจะลากผมไปที่ห้องดับจิต ขโมยหนังสือเรียนของผมไปแล้วแก้ส่วนที่ผิดพลาดด้วยปากกาแดง เขาอยู่กับผมที่โรงเรียน อยู่ที่บ้าน อยู่ที่สวนสาธารณะที่ผมชอบไปวิ่งเล่นตอนยังเด็ก

 

 

ผมยืนอยู่ในห้องนั่งเล่นของเรา ดวงตามองดูเขาเดินกลับไปฝังตัวลงในกองเอกสารทั้งหลาย ณ จุดเวลาไหนสักแห่งในสองปีที่ผ่านมา เขากับผมได้กลายมาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เชอร์ล็อกและจอห์น เป็นสิ่งที่สมบูรณ์มากเสียจนแม้กระทั่งตอนที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน (ซึ่งบางครั้งเกิดขึ้นนานหลายวันจนถึงหลายสัปดาห์) ผมก็ยังคงรู้สึกได้ถึงรอยต่อที่เชื่อมโยงผมเข้ากับเขา ในชั่วขณะหนึ่ง ผมโกรธ เพราะเขาจะไม่ใช่ฝ่ายที่ต้องตัดอีกครึ่งหนึ่งของเขาออกแล้วกลับมาใช้ชีวิตที่มีเพียงตัวคนเดียวอีกครั้ง จอห์นและ[สิ่งที่หายไป] แต่รอยต่อจะยังคงหลงเหลืออยู่ ผมจะแบกรับรอยแผลเป็นนี่ไว้ในใจ...เพื่อย้ำเตือนตนเองถึงสิ่งที่ได้สูญเสียไป

 

 

เราแนะนำตัวกับคนอื่นว่าเราเป็นคนร่วมห้อง แต่สิ่งที่เราจะบอกจริงๆ แล้วคือเราเป็นเพื่อนกัน มีบางครั้งผู้คนก็ทึกทักเอาเองว่าเราเป็นคนรัก ...แต่ไม่มีคำไหนเลยที่จะสามารถนิยามความสัมพันธ์ของเราได้ถูกต้อง ผมเองยังไม่แน่ใจเลยว่าภาษาอังกฤษมีคำศัพท์ที่สามารถใช้เรียกเราสองคนได้ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่แฮร์รี่เรียกเราสองคนว่า “Hetero Life Partners” เชอร์ล็อกชอบมันมากจนหัวเราะออกมา แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจอีกว่านั่นครอบคลุมความสัมพันธ์ของเราไหม เราคือ... อืม... เราก็คือเรา เท่านั้นเอง

 

 

สิ่งที่ผมรู้ก็คือภายในหัวใจของผมตอนนี้มีหลุมดำขนาดใหญ่ มันกำลังกัดกินพื้นที่รอบๆ จนรูกลวงโบ๋นั่นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และในไม่ช้าผมก็จะถูกมันกลืนเข้าไป...แต่ผมให้เขารู้เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด “ฉันต้องออกไปข้างนอกแป๊บนึง” ผมกล่าว ความรู้สึกผิดของการปล่อยให้เขาอยู่ตัวคนเดียวทั้งๆ ที่เพิ่งจะต้องรับรู้เรื่องอะไรแบบนั้นมาบรรเทาลงเมื่อคิดถึงความจริงที่ว่าเขาคงอยากอยู่คนเดียวมากกว่าจะต้องมารับมือกับอารมณ์ความรู้สึกทั้งหลายของผม

 

 

เขาเพียงแค่พยักหน้าน้อยๆ ให้ผม “แล้วเจอกัน”

 

 

ผมหันหลังแล้ววิ่งลงไปข้างล่าง ไม่สนใจเสียงประท้วงดังตึงตังของขั้นบันไดไม้ ความรู้สึกปวดท้องแล่นขึ้นมาเหมือนกระเพาะอาหารของผมกำลังบิดเป็นเกลียวจนผมต้องหยุดขาแล้วเอนตัวพิงกำแพงอยู่อย่างนั้นสักพัก แต่ในที่สุดผมก็ตะเกียกตะกายพาตัวเองออกมาเรียกแท็กซี่ได้สำเร็จ

 

 

ผมพยายามไม่ให้ตนเองสติหลุดก่อนไปถึงบ้านซาราห์ อีกหนึ่งความสัมพันธ์ในชีวิตผมที่ไม่สามารถหาคำใดๆ มานิยามได้ แฟน? ไม่ใช่ เพื่อน? ใช่...แต่เราเป็นมากกว่านั้น เซ็กซ์เฟรนด์? บางที ...คำศัพท์พวกนั้นอาจอธิบายได้ ถ้าเธอไม่ใช่คนที่คอยรับรู้เรื่องราวของเชอร์ล็อกกับผมมากกว่าใครๆ ทั้งหมด เธอรู้เรื่องรอยต่อระหว่างเขากับผม มันทำให้เราไม่สามารถสานต่อความสัมพันธ์ที่เราเคยหวังเอาไว้ แต่เราก็ไม่สามารถถอยหลังกลับไปยืนอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยของความเป็นเพื่อนได้อีก สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเราสองคนต่างยืนอยู่ในดินแดนไร้นิยาม เธอกำลังคบอยู่กับคนอื่น ผมยังคงมีเพียงเชอร์ล็อก

 

 

เธอมองเห็นสีหน้าของผมแล้วดึงผมเข้าไปในบ้าน “เกิดอะไรขึ้น?”

 

 

ผมกำลังสั่น “เชอร์ล็อก”

 

 

“นายนั่นทำอะไรลงไปอีกล่ะทีนี้?”

 

 

“เขา...ทำให้ตัวเองมีเนื้องอกในสมอง”

 

 

-------------------------------------------------------------------

 

 

เธอกอดผมไว้ในขณะที่ผมร้องไห้เหมือนโลกทั้งใบกำลังสลายไป ร้องไห้แบบที่ผมน่าจะต้องรู้สึกอาย แต่การอาศัยอยู่กับความไม่แยแสต่อทุกสิ่งทุกอย่างของเชอร์ล็อกทำให้ผมกลายเป็นคนไม่สนใจภาพลักษณ์ของตนเอง ผมไม่เขินหรืออายในอารมณ์ความรู้สึกของผม ผมกลายมาเป็นส่วนที่แสดงความเป็นมนุษย์ของเขาออกมาแทน ผมต้องเป็นฝ่ายที่แสดงออกถึงทุกสิ่งที่เขาเก็บกลั้นเอาไว้ สุดท้ายผมจึงลงเอยด้วยการทำงานควบสองหน้าที่

 

 

ผมบอกเธอเกี่ยวกับยาที่ต้องใช้ และแผนการของเชอร์ล็อก ใจหนึ่งผมหวังว่าเธอจะขัดขวาง แต่เธอกลับพยักหน้าแล้วเสนอความช่วยเหลือของเธอมาให้

 

 

“นายคิดว่านานแค่ไหนจนกว่าเขาจะ...ทนไม่ไหว?” เธอถามแผ่วเบา

 

 

ผมกำลังกดผ้าขนหนูผืนเย็นลงบนใบหน้าบวมๆ ของผม ผมกลับบ้านด้วยสภาพแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด “คิดว่าคงอีกไม่เกินสองสามอาทิตย์ มันผ่านไปเร็วมากซาราห์ ผมเพิ่งสังเกตว่าเขามีอาการปวดหัวเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเอง...ให้ตาย” ผมได้ยินเสียงของผมแตกพร่า

 

 

ซาราห์ลูบผมบริเวณขมับของผมไปข้างๆ “ฉันเสียใจจริงๆ จอห์น”

 

 

“มันไม่ยุติธรรมเลย ทำไมต้องเป็นเขา?”

 

 

“ทำไมต้องเป็นใครก็ตาม?”

 

 

“แต่เขา...เราต้องการเขา คนอื่นไม่รู้หรอกว่าเขาทำอะไรไปบ้าง...ไม่รู้หรอกว่าเขาทำไปมากแค่ไหน” ผมลูบหน้าตัวเองด้วยผ้าขนหนูนั่นแล้วปล่อยให้หัวตัวเองตกลงไปยังพนักโซฟา “ผมต้องกลับล่ะ...ผมต้องขอหยุดงาน เขาไม่ควรอยู่คนเดียว เขาอาจจะต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์เมื่อไหร่ก็ได้”

 

 

เธอส่ายหัว “แน่นอน แต่นั่นไม่ใช่เหตุผล” ผมมองไปที่เธอ “ยอมรับมันเถอะ...ไม่เป็นไรหรอก”

 

 

“อะไรนะ?”

 

 

“ยอมรับว่านายอยากจะใช้เวลาอยู่กับเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้จนกว่าจะถึงวันสุดท้าย”

 

 

ริมฝีปากของผมเริ่มสั่นอีกครั้ง วันสุดท้าย วันสุดท้ายของเขา พระเจ้า...มันไม่ใช่เรื่องจริงหรอกใช่ไหม “ผมเคยคิดว่าเราจะมีช่วงเวลามากมายด้วยกัน”

 

 

ซาราห์กอดผมอีกครั้ง และผมก็ร้องไห้อีก ผมรู้สึกอ่อนแอ แต่การร้องไห้ออกมาตอนนี้ก็ดีที่สุดแล้ว ผมจะทำตัวแบบนี้ต่อหน้าเชอร์ล็อกไม่ได้

 

 

และเธอพูดถูก ทันทีที่ผมถึงบ้าน ผมจะไม่มีวันขยับออกห่างจากข้างกายเขาอีกแล้ว

 

 


-------------------------------------------------------------------

 

 

 

เขาทำงาน ผมไม่ไปคลินิก หลังจากไขปริศนาเสร็จคดีหนึ่งเสร็จเราก็เริ่มต้นที่คดีต่อไป เขาไม่นอนหลับ ดังนั้นผมจึงไม่นอนเหมือนกัน ผมงีบสั้นๆ ระหว่างที่เขากำลังอาบน้ำ หรือระหว่างที่เขากำลังยุ่งอยู่กับอะไรก็ตามที่ผมไม่สามารถช่วยเขาได้

 

 

ผมดึงเลสตราดออกมาจากบริเวณของการสืบสวนแล้วอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นเงียบๆ สีหน้าของเขาหม่นหมองลงด้วยความเศร้าแต่ไม่นานนักอีกฝ่ายก็ควบคุมตนเองได้ ผมสัญญากับเขาว่าเมื่อเชอร์ล็อกกับผมตกลงวันกันได้เมื่อไหร่จะบอกเขารู้ ผมทำแบบเดียวกันกับแองเจโล ผมรู้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายส่งต่อเรื่องนี้ไป

 

 

เชอร์ล็อกยืนกรานว่าเราจะไม่บอกมิสซิสฮัดสัน นี่เป็นครั้งหนึ่งที่ผมเห็นด้วย ถ้าเราบอก เราจะไม่มีวันกันเธอออกไปจากห้องของเชอร์ล็อกกับผมได้ เราจะรอจนกว่าเรื่องนี้จะไม่สามารถปิดเป็นความลับได้อีกแล้ว

 

 

ซาราห์นำยามาให้ผม ยาสองเม็ดที่มีสีขาวเรียบเนียบ ผมเก็บมันไว้กับตัวตลอดเวลา เขาจะกินมันไม่ได้ถ้าไม่มีผมอยู่ข้างๆ เพราะสำหรับเขาแล้วมันก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ยากถ้าหากวันหนึ่งเขาหมดความอดทน พูดกับตัวเองว่าช่างมันเถอะ แล้วกลืนมันลงไปอย่างฉุนเฉียว ...ความคิดที่ว่าถ้าเกิดผมต้องกลับจากการไปซื้อของมาเจอเขา... โอ... ผมขอเก็บยาไว้กับตัวเองดีกว่า

 

 

อีกสองสามวันต่อมาเขาดูไม่แย่ลงเลย แต่หลังจากนั้น คิ้วขมวดมุ่นและแววตาที่เจ็บปวดก็กลับมา สีหน้าที่เหมือนเป็นสัญญาณบอกว่าอาการปวดหัวของเขาไม่ลดลงอีกต่อไปแล้วแม้จะกินยาแก้ปวดที่ผมให้ไป บางทีเขาก็ทรงตัวไม่ค่อยอยู่และสะดุดข้าวของรอบตัว ผมจึงขยับตัวมายืนใกล้เขามากขึ้นเวลาเราออกไปยังที่เกิดเหตุ

 

 

หนึ่งอาทิตย์หลังจากการวินิจฉัยของเขา ผมก็พบเขากำลังอาเจียนอยู่ในห้องน้ำ ผิวเขาซีดและชื้นเหงื่อ ผมให้ยาแก้ปวดหัวสำหรับคนเป็นไมเกรนกับเขาและมันก็ดูจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดลงไปได้บ้าง

 

 

วันนั้นเองที่เขามีอาการของโรคอะเฟเชียอย่างเห็นได้ชัด เขายืนอยู่ตรงนั้น พร้อมที่จะไขคดี แต่อยู่ๆ คำพูดก็ไม่ออกมา ผมเห็นขากรรไกรเขาขยับ สายตา...สมองของเขาพร้อมแล้วที่จะบอกพวกเราว่าจะแก้ปริศนานี้ได้อย่างไร แต่เขากลับพูดมันออกมาไม่ได้ เขาเงยหน้ามองผมด้วยสายตาตื่นตระหนก ตรงนั้นมีความตระหนกที่แทบจะมองไม่เห็นอยู่ข้างหลังม่านที่คอยปิดบังอารมณ์ของเชอร์ล็อกเอาไว้ตลอดเวลา ม่านที่ปกติจะมีแค่ผมเท่านั้นที่มองลอดไปได้ และต่อให้เป็นผม มันก็ไม่บ่อยนัก “จอห์น” เขาพูดตะกุกตะกัก

 

 

“นั่นอะไร?” ผมพูด นิ้วชี้ไปที่อะไรบางอย่าง...อะไรก็ตามที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขากำลังจะพูด

 

 

เขาเบือนหน้าหนี “มันคือซีตรองรุ่นเก่า” เชอร์ล็อกสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนหันกลับมาแล้วจึงเล่าข้อสันนิษฐานของเขาให้พวกเราฟังได้ แซลลี่ย่นหน้าผาก เลสตราดถอนหายใจก่อนจะหันมามองหน้าผมแวบหนึ่ง

 

 

มันกำลังเริ่มขึ้นแล้ว

 

 


-------------------------------------------------------------------
 
 

ผมกำลังกลับบ้านหลังจากเดินไปซื้อของ มองเห็นไมครอฟต์กำลังเดินลงมา หน้าเขาซีดและอิดโรย “โอ จอห์น” เขาพูดอย่างไร้เรี่ยวแรง “ขอโทษทีที่มาไม่ทันนาย”

 

 

 

“ถ้าอย่างนั้นนายก็ไม่ควรจะรอจนฉันเดินออกไปก่อนถึงค่อยแวะมา” ผมพูดฉุนๆ ถ้าไมครอฟต์คิดว่าผมโง่ขนาดนั้นก็แปลว่าเขาไม่เคยใส่ใจตัวผมสักเท่าไหร่

 

 

 

“เชอร์ล็อกมีธุระอะไรต้องคุยกับฉันนิดหน่อยน่ะ”

 

 

 

ผมพยักหน้า “ฉันควรจะขึ้นไปแล้ว” ตอนนี้ผมไม่มีเวลาสำหรับเรื่องอะไรแบบนี้ของไมครอฟต์

 

 

 

เชอร์ล็อกกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ในเก้าอี้หนัง เขาพยักเพยิดให้ผมนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัว “นั่งลง จอห์น...มีธุระที่ฉันต้องคุยกับนาย ฉันไม่ชอบเสียเวลาไปกับอะไรแบบนั้น...แต่มันดูจะเป็นสิ่งจำเป็น”

 

 

 

ผมนั่งลง “มีอะไร?”

 

 

 

เขายื่นเอกสารมาให้ผมสองสามแผ่น แล้วผมก็สังเกตว่ามันคืออะไร มันคือสัญญาหนังสือมอบอำนาจแบบที่จะมีผลก็ต่อเมื่อผู้มอบอำนาจได้กลายเป็นบุคคลไร้ความสามารถ...หรือเสียชีวิต “ถ้าเกิดว่าแผนของเราไม่สำเร็จ” เขาเอ่ย “ถ้าฉันล้มป่วยหรือมีอาการกำเริบกะทันหัน นายจะมีอำนาจที่จะตัดสินใจเรื่องการรักษาของฉันได้”

 

 

 

ผมควรจะเคยคิดถึงสถานการณ์แบบนี้ แต่ผมไม่ มันเป็นอย่างที่เขาบอก แค่เรื่องทางธุรกิจ ธุรกิจเกี่ยวกับการตาย ผมเซ็นลงบนเอกสารพวกนั้น “เรียบร้อย”

 

 

 

เขาขมวดคิ้ว “ฉันไม่คิดว่านายจะ...ยอม”

 

 

 

“เราไม่ต้องการมัน...นายจะได้จัดการเรื่องนี้อย่างที่นายอยากทำ”

 

 

 

“ฉันหวังว่านายจะพูดถูก” เขากระแอม “...และฉันก็ได้แก้ไขพินัยกรรมของฉัน นายจะได้รับทุกอย่าง ยกเว้นของในครอบครัวบางชิ้นที่จะไปหาไมครอฟต์ นายจะแจกจ่ายของของฉันให้เพื่อนหรือคนรู้จักคนไหนก็ได้อย่างที่นายต้องการ”

 

 

 

ผมถอนหายใจ “ฉันไม่ต้องการของของนาย เชอร์ล็อก”

 

 

 

“ถ้าอย่างนั้นก็เผามันให้หมด” เขาพูด อารมณ์ขุ่นมัวเริ่มคืบคลานเข้ามาในน้ำเสียง “มันจะต่างอะไรล่ะ? ของของฉันทุกอย่างก็คือของของนายอยู่แล้ว ไม่มีอะไรสำคัญทั้งนั้น และฉันก็คงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับข้าวของของฉันอยู่แล้ว เพราะอย่างนั้น นายเก็บสิ่งที่นายชอบเกี่ยวกับฉันเอาไว้เถอะ ส่วนที่เหลือก็โยนทิ้งไปซะให้หมด”

 

 

 

ผมได้แต่มองไปที่เขา และเขาก็มองกลับมา หูของผมนั้นอื้ออึงไปด้วยเสียงของสิ่งที่เราไม่ได้เอื้อนเอ่ย

 

 


-------------------------------------------------------------------
 
 
 
 
สองวันต่อมา เชอร์ล็อกเซถึงสองครั้งและเกือบล้ม ในครั้งที่สองนั้นผมพาเขาไปที่ม้านั่งใกล้ๆ แล้วบังคับให้เขานั่งลง ตลอดทั้งวันมานี้เขาเงียบมากๆ

 

 

 

“ตาขวาของฉันมองไม่เห็นอะไรแล้วจอห์น” เขากระซิบ ผมได้ยินเสียงเขาสั่น “มันมืดลงตั้งแต่ประมาณครึ่งชั่วโมงที่แล้ว”

 

 

 

ผมแค่พยักหน้า “เราควรกลับบ้าน”

 

 

 

“แต่คดีนี้ใกล้จบแล้ว เรามาทำให้มันเสร็จก่อนเถอะ” เขาจ้องตรงมาที่ผม สายตาวิงวอนขอร้อง

 

 

 

“ฉันหวังเหลือเกินว่าจะสามารถหยุดมันได้” ผมกระซิบ

 

 

 

เขาเอื้อมมือมากุมมือของผมไว้ และผมยึดมือคู่นั้นไว้แน่นสนิท ...ถ้าจะมีใครเข้าใจเราผิด ผมก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้วจริงๆ

 
 
 
-------------------------------------------------------------------
 
 

เราปิดคดี เชอร์ล็อกยึดไหล่ผมไว้ระหว่างเดินขึ้นบันไดไปที่ห้องของเรา การทรงตัวของเขาแย่ลงอย่างน่าตกใจในวันหลังๆ

 

 

 

ผมให้เขานั่งลงและเริ่มตรวจความดันเลือด...มันสูง ชีพจรของเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาตัวร้อน การตอบสนองของม่านตาไม่สม่ำเสมอ เขาอ่านผลจากสีหน้าของผม ผมขยับตัวจะลุกขึ้นแต่เขาดึงมือผมไว้ “จอห์น” เขาเริ่ม และผมรู้ได้ทันทีว่าอะไรคือสิ่งที่เขากำลังจะเอ่ย

 

 

 

“ยังไม่ใช่ตอนนี้” ผมพึมพำเสียงเบา

 

 

 

“มันถึงเวลาแล้ว”

 

 

 

ผมมองตาเขา “ได้โปรด...เชอร์ล็อก”

 

 

 

“วันนี้วันพุธ...ใช่ไหม?”

 

 

 

“ใช่”

 

 

 

เขาถอนหายใจ “คืนวันศุกร์...ละกัน”

 

 

 

นี่คือแผนที่เราตกลงกันไว้ เราจะกำหนดวันล่วงหน้าสองวัน วันแรกสำหรับผู้คนในชีวิตของเขาที่บังเอิญแวะมาหาเพื่อถามคำถามหรือให้อะไรกับเขา และวันที่สองสำหรับเรา

 

 

 

ผมรู้สึกถึงยาสองเม็ดที่นอนหนักอึ้งอยู่ในกระเป๋าเสื้อ

 
 
 
tbc.
 
 
 
 
-------------------------------------------------------------------
 
 
 
-note-
 

>> Hetero Life Partners หรือ HLP

คือคู่ชีวิตเพศเดียวกันที่ต่างฝ่ายต่างไม่ได้เป็นเกย์ (หรือชอบเพศเดียวกันในทางอย่างว่า) สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่ายจะถือว่าเป็นมิตรภาพที่ลึกซึ้งและพิเศษมาก HLP จะทำกิจกรรมที่โดยปกติแล้วถือว่าเป็นกิจกรรมของคู่รัก เช่น ไปเดท กินข้าวด้วยกัน ปีนเขา กินอาหารมื้อสาย ไปดูหนัง ฯลฯ ร่วมกัน

 

>> อะเฟเชีย (Aphasia)

เป็นภาวการณ์สูญเสียความสามารถในการใช้หรือเข้าใจคำพูด เนื่องจากอาการบาดเจ็บทางสมอง

 
-------------------------------------------------------------------
 
 
รักและขอบคุณทุกคอมเมนต์นะคะ 
 
 
/กลิ้งออกไปอย่างดราม่า
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

น้ำตาพร่างพรู T_________________T
ชอบความสัมพันธ์ของคู่นี้มากเลย
โอยจอห์น สงสาร 
คือนึกสภาพว่าตัวเองต้องมาเจออะไรแบบนี้แล้วมัน.....
เชอร์ล็อคเองก็สุดยอดนะ กลัวก็กลัว แต่ก็เลือกที่จะจบมันเอง
โอย...

#3 By Lydia (49.230.135.153|49.230.135.153) on 2014-07-07 21:32

ใช้ภาษาแปลได้สวยมากค่ะ หลังจากเราอ่านในบลอคนี้เสร็จแล้ว ทนไม่ไหวค่ะ ไปหาอ่านต่อแบบเต็ม สภาพคือน้ำตานองหน้า ครีมเคริมที่ทาหน้าไว้ก่อนนอนไปหมด 5555
เป็นกำลังใจให้ไรท์เตอร์นะจ้ะ double wink

#1 By ... (158.108.162.163) on 2013-08-14 21:28

seventeensteps View my profile

Flag Counter