ย้ายบ้านถาวรแล้วค่ะ

posted on 25 Mar 2014 14:53 by thenumbereleven
สวัสดีค่ะ
 
ประกาศย้ายบล็อกไปที่ http://seventeenstepswolf.wordpress.com/ นะคะ
ขอบคุณคนที่ตามมาตลอดจริงๆ ค่ะ
 
seventeensteps
2014/03/25
 
ปล. อัพ A Finger Slip แชป 7 แล้วนะคะ 

[Sherlock fic] A Finger Slip 6/25 (translated)

posted on 13 Mar 2014 19:59 by thenumbereleven  in translation

A Finger Slip

written by Pawtal
translated by seventeensteps

Chapter 6: November 23rd

Summary:

นายเริ่มดื่มชาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

ตั้งแต่จอห์น


 

——————————————————

 

จอห์น : เชอร์ล็อค : เกร็ก

 

Friday 23rd November

 

(Fri 1:12am)

นายพูดถูก

 

(Fri 1:16am)

ก็แน่ล่ะสิ

 

(Fri 1:18am)

หุบปากน่ะ

 

(Fri 1:20am)

ฉันอยากจะขอบคุณนายสำหรับที่ช่วย ขอบคุณนายมากจริงๆ นะ และฉันรู้ว่าครอบครัวฉันก็รู้สึกอย่างนี้เหมือนกัน

 

(Fri 1:22pm)

ยังไงก็ตาม พวกเขาไม่รู้หรอกนะ เขาคิดว่าเราเรียนคลาสเดียวกันที่มหา’ลัย

 

(Fri 1:23am)

โอเค

 

(Fri 1:28am)

นายควรจะบอกว่า ด้วยความยินดี สิ

 

(Fri 1:30am)

ด้วยความยินดี จอห์น วัตสัน

 

-------------------------------------------------------------

 

(Fri 7:15pm)

ตอนนี้นายยุ่งอยู่หรือเปล่า?

 

(Fri 7:17pm)

เปล่า

 

(Fri 7:20pm)

นายอยู่ไหน?

 

(Fri 7:22pm)

ในห้อง กำลังหลบครอบครัวฉันอยู่

 

(Fri 7:25pm)

นายไม่ได้กำลังวางแผนจะมาเยี่ยมหรอกใช่ไหม?

 

(Fri 7:28pm)

ถ้าเกิดว่าใช่ อย่าลืมจานเพาะเชื้อล่ะ

 

(Fri 7:38pm)

จอห์น?

 

~

 

(Fri 7:40pm)

~~กำลังโทร~~

 

“… ฮัลโหล?”

 

“หวัดดี.”

 

“…นายโทรมา”

 

“อืม”

 

“…”

 

“นี่ฉันควร...ถามก่อนรึเปล่า? นี่มัน...โอเคมั๊ย?”

 

“ฉันชอบส่งข้อความมากกว่า”

 

“โอ้ ฉันควรจะวางสายรึเปล่า? ฉันคิดว่าบางที--”

 

“ไม่ ไม่เป็นไร”

 

“…”

 

“นายฟังดูประหม่า”

 

“ขอบคุณที่บอก”

 

“เสียงฉันฟังดูเหมือนอย่างที่นายคิดไว้รึเปล่า?”

 

“บอกตามตรงฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดแบบไหนไว้ นี่มัน...แปลกมากเลย”

 

“ทำไมล่ะ?”

 

“เพราะว่า...ไม่รู้สิ นายมีตัวตนจริงๆ อ่ะ”

 

“ช่างเป็นการสังเกตที่ยอดเยี่ยมอะไรอย่างนี้จอห์น นายคิดว่าฉันเป็นหุ่นยนต์หรอ?”

 

“ไม่ใช่นะ แต่เชอร์ล็อค นายไม่รู้สึกว่ามันแปลกหรอที่ฉันรู้จักนายมาได้เดือนกว่าโดยที่ไม่ได้รู้จักนายจริงๆ น่ะ?”

 

“ก็..นิดหน่อยล่ะมั๊ง แต่นี่มันศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแล้วนะ

 

“…”

 

“…ที่โทรมานี่มีเหตุผลอะไรมั๊ย?”

 

“ก็มี เอ้อ...ฉันไม่คิดว่าขอบคุณนายผ่านตัวหนังสือมัน...พอ ที่นายทำมันฉลาดมากแล้วก็...บางทีตอนนี้แฮร์รี่อาจจะไม่อยู่บ้านถ้าไม่ใช่เพราะนายช่วยและฉันแค่อยากจะบอกนายว่า...ขอบคุณสำหรับที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ มัน...น่าทึ่งมาก ทั้งสิ่งที่นายทำไปแล้วก็วิธีที่นายหาจนเจอว่ามันเกิดอะไรขึ้น ฉันเป็นหนี้นายครั้งนึง”

 

“…”

 

“เชอร์ล็อค?”

 

“ฉันแค่... ฉันดีใจนะที่น้องสาวนายไม่เป็นอะไร”

 

“…อือ ก็...เอิ่ม ฉันว่าฉันเลิกกวนนายดีกว่า”

 

“โอเค”

 

“บาย”

 

“จอห์น?”

 

“ฮึ?”

 

“ดีใจที่ได้ยินเสียงนายนะ”

 

“…ฉันก็เหมือนกัน เชอร์ล็อค”

 

~~จบการสนทนา~~

 

-------------------------------------------------------------

 

Saturday 24th November

 

(Sat 11:32am)

เขาโทรหาฉัน

 

(Sat 11:34am)

ใครโทรหานาย?

 

(Sat 11:35am)

นายคิดว่าใครล่ะ?

 

(Sat 11:38am)

เจ้าชายฟิลิป?

 

(Sat 11:40am)

จอห์น

 

(Sat 11:45am)

ก็ใกล้เคียงล่ะ

 

(Sat 11:47am)

เดี๋ยว นั่นแปลว่านายได้ยินเสียงเขาแล้วน่ะสิ!

 

(Sat 11:48am)

เยี่ยมมากเกร็ก นายเข้าถึงแนวคิดของการโทรศัพท์แล้วสินะ 

 

(Sat 11:50am)

นายรู้มั๊ยว่าฉันไม่ชอบเชอร์ล็อคที่ขี้แดกดันน่ะ

 

(Sat 11:54am)

แล้วเป็นไงบ้าง? กระอักกระอ่วนรึเปล่า?

 

(Sat 11:56am)

มันโอเค

 

(Sat 11:58am)

เชอร์ล็อค ฉันรู้จักนายมาเป็นปีๆ นายไม่เคยส่งข้อความมาหาฉันเพื่อบอกว่ามัน ‘โอเค’

 

(Sat 12:02pm)

เพิ่งทำไปนี่ไง

 

(Sat 12:06pm)

พอแค่นี้แหละ ฉันกำลังไปหา แล้วเราก็จะดื่มช็อกโกแลตร้อนและคุยเรื่องจอห์นเหมือนสาวน้อยวัยใสสองคนและนายไม่มีทางเลี่ยงมันได้แน่นอน

 

(Sat 12:07pm)

ฉันชอบชามากกว่า

 

(Sat 12:09pm)

นายเริ่มดื่มชาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

 

(Sat 12:12pm)

ตั้งแต่จอห์น  

 

(Sat 12:15pm)

โอ้ เรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะแยะเลยล่ะ

 

-------------------------------------------------------

 

Monday 26th November

 

(Mon 5:45pm)

นายคิดว่าตอนนี้ฉันรู้จักนายดีพอที่จะถามนามสกุลนายได้รึยัง?

 

(Mon 5:50pm)

นั่นจะนำไปสู่กูเกิ้ลเสิร์ชอย่างเลี่ยงไม่ได้ ฉันไม่ขอเสี่ยง

 

(Mon 5:54pm)

นายกังวลว่าฉันจะไปเจอบล็อกลับๆ ของนายที่อุทิศให้แก่ลายนิตติ้งหรือไง?

 

(Mon 5:58pm)

นิตติ้งน่ะแมนจะตาย

 

(Mon 6:03pm)

นายรู้นามสกุลฉันนี่ ฉันคิดว่ามันแฟร์นะถ้านายจะบอกของนายบ้าง

 

(Mon 6:05pm)

มันไม่เหมือนกัน ฉันจำเป็นต้องรู้นามสกุลนายเพื่อเข้าเฟซบุคน้องสาวนายแล้วคิดให้ออกว่าอีเมลเธอคืออะไร

 

(Mon 6:07pm)

นายไม่เชื่อใจฉันหรอ? หลังจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เราผ่านมาด้วยกัน?

 

(Mon 6:10pm)

ใช่เลย หนึ่งเดือนเต็มๆ กับไส้แซนวิชและปัญหาพี่น้องมันมากพอที่จะเริ่มต้นสายสัมพันธ์ชั่วนิรันดร์

 

(Mon 6:12pm)

ตอนนี้นายกำลังทำตัวขี้แดกดันอยู่

 

(Mon 6:15pm)

ทำไมช่วงนี้ทุกคนพากันบอกว่าฉันขี้แดกดันนักนะ?

 

(Mon 6:17pm)

นายน่ะเป็นผู้หญิงผิวเข้มที่ไม่พึ่งพาใครจากก้นบึ้งของหัวใจชัดๆ

 

(Mon 6:19pm)

 

(Mon 6:22pm)

บอกนามสกุลนายมานะ!

 

(Mon 6:24pm)

ก็ได้ นามสกุลฉันคือโฮล์มส์

 

(Mon 6:28pm)

โฮล์มส์

 

(Mon 6:29pm)

เชอร์ล็อค โฮล์มส์

 

(Mon 6:33pm)

นายฟังดูเหมือนนายจะเป็นตัวร้ายของเจมส์ บอนด์หรืออะไรแบบนั้นได้เลย

 

(Mon 6:36pm)

นั่นนายสบประมาทฉันอยู่รึเปล่า?

 

(Mon 6:38pm)

เปล่า...

 

(Mon 6:39pm)

นายไม่เคยดูหนังเจมส์ บอนด์หรอ?

 

(Mon 6:40pm)

จะพูดว่าเคยก็ไม่ได้ 

 

(Mon6:43pm)

โอ ตายล่ะมิสเตอร์โฮล์มส์ เรื่องนั้นจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขนะ

 

(Mon 6:46pm)

นี่คือช่วงที่นายจะประกาศว่านายเป็นแฟนบอยรุ่นใหญ่และมีของสะสมทุกชิ้นของบอนด์อยู่ในครอบครองหรือเปล่า?

 

(Mon 6:48pm)

ก็ไม่ถึงขนาดนั้น มิสเตอร์โฮล์มส์

 

(Mon 6:49pm)

หยุดเรียกฉันว่า มิสเตอร์โฮล์มส์ ซักที

 

(Mon 6:53pm)

แล้วถ้าเป็น มิสเตอร์ไวท์ ล่ะ?

 

(Mon 6:54pm)

อูริค โกลด์ฟิงเกอร์?

 

(Mon 6:54pm)

ฟรานซ์ ซานเชซ?

 

(Mon 6:55pm)

ราอูล ซิลวา?

 

(Mon 6:57pm)

นี่นายพูดภาษาอะไรอยู่?

 

(Mon 7:00pm)

จิตวิญญาณที่น่าสงสารและไร้รสนิยมเอ๋ย

 

(Mon 7:02pm)

ฉันไม่ชอบที่โดนทำเหมือนฉันโง่หรอกนะ

 

(Mon 7:04pm)

บอกฉันมาสิว่านายชอบอะไร ถ้ามันไม่ใช่หนังเยี่ยมๆ ซักเรื่อง

 

(Mon 7:07pm)

ทดลอง

 

(Mon 7:10pm)

ฉันรู้จากไอ้การทดลองชาของนายก่อนหน้านี้แล้วล่ะ อะไรอีก?

 

(Mon 7:12pm)

นิติวิทยาศาสตร์ หนังสือ กวนไมครอฟต์

 

(Mon 7:14pm)

นิติวิทยาศาสตร์สินะ? มันคือสิ่งที่นายอยากทำเป็นอาชีพรึเปล่า?

 

(Mon 7:16pm)

ฉันไม่มีแผนจะทำอะไร ‘เป็นอาชีพ’ ทั้งนั้นแหละ ถึงพ่อแม่ฉันจะอยากให้หามหาวิทยาลัยใหม่และไปเรียนที่นั่นแล้วก็ทำสิ่งอื่นๆ ที่น่าเบื่อก็ตาม

 

(Mon 7:18pm)

แล้วนายจะหางานโดยที่ไม่มีใบรับรองระดับเอหรือปริญญาได้ยังไง?

 

(Mon 7:20pm)

ฉันสนใจการฆาตกรรมและพวกคดีทั้งหลายมาตั้งแต่จำความได้แล้ว จริงๆ ฉันรู้สิ่งที่ต้องรู้หมดทุกอย่างแล้ว คนจะมาหาความช่วยเหลือจากฉันเองนั่นล่ะ

 

(Mon 7:22pm)

นายก็เลยจะคิดอาชีพของนายขึ้นมาเอง?

 

(Mon 7:25pm)

ถูกต้อง

 

(Mon 7:25pm)

แล้วก็นั่งเฉยๆ หวังให้คนเอางานมาประเคนนายเพราะว่านายฉลาดกว่าทุกคนหลายร้อยเท่า?

 

(Mon 7:26pm)

ถูกที่สุด

 

(Mon 7:27pm)

ฉันตัดสินใจไม่ถูกว่าตกลงฉันคิดว่านายบ้าหรือฉลาดสุดๆ กันแน่

 

(Mon 7:30pm)

ฉันคิดว่าสองอย่างนั่นไปด้วยกันได้ดีนะ

 

(Mon 7:33pm)

ฉันเถียงไม่ได้จริงๆ

 

(Mon 7:35pm)

ยังไงนายก็แพ้อยู่แล้ว

 

(Mon 7:39pm)

นั่นเป็นการท้าทายหรือเปล่า มิสเตอร์โฮล์มส์?

 

(Mon 7:40pm)

ถ้านายอยากให้มันเป็นน่ะนะ

 

(Mon 7:43pm)

;)

 

(Mon 7:45pm)

โอ้พระเจ้า การกลับมาของหน้าขยิบตา  

 

(Mon 7:48pm)

เขามาเมื่อคาดไม่ถึง

 

(Mon 7:50pm)

นายแน่ใจหรอว่านายอายุ 18? เป็นผู้ใหญ่ถูกต้องตามกฎหมาย?

 

(Mon 7:54pm)

...นั่นค่อนข้างมีนัยยะนะ ไม่คิดอย่างนั้นหรือ มิสเตอร์โฮล์มส์?

 

(Mon 7:57pm)

พอทีกับมิสเตอร์โฮล์มส์ จอห์น จริงๆ นะ ฉันยังโอเคกับชื่อตัวร้ายของบอนด์มากกว่า

 

(Mon 7:59pm)

 

(Mon 8:00pm)

;)

 

——————————————————

 

talk:

สวัสดีค่ะะะะะะะ กรี๊ดดดดดดดดดดด ในที่สุดไฟนอลนรกก็ผ่านพ้นไปซักทีนะคะ /น้ำตาไหลใส่ทุกคน

ก่อนอื่น ถ้าใครสังเกตจะเห็นว่า A Finger Slip ใน AO3 หายไปค่ะ................. ซึ่ง ทีแรกเราตกใจมาก ฟกหดาส่ฟกหวด เกิดอะไรขึ้น หายไปได้ยังไง นู่นนี่นั่นโน่น หลังจากไปส่องในทัมบ์ของทั้งคุณ Pawtal แล้วก็ AFS webseries ก็พบว่าอยู่ๆ AO3 ก็ลบ AFS ทิ้งค่ะ......................./ว้อท

เราก็ไม่รู้สาเหตุเหมือนกันว่าลบทำไม แต่คิด(เอาเอง)ว่าอาจจะขัดข้องทางเทคนิคอะไรสักอย่าง หรือเข้าใจผิดอะไรกัน ตอนนี้ทางคนเขียนเองก็กำลังพยายามกู้กลับคืนมาอยู่ค่ะ ฮึ่ม มาเอาใจช่วยกันเถอะค่ะ

อีกอย่างคือ เรื่อง AFS มีเป็น webseries แล้วนะคะ!!!! /ซาวด์มา/ ถ้าสนใจลองกูเกิ้ลดูได้ว่า A Finger Slip webseries เราเองก็ยังไม่ได้ดูเหมือนกันค่ะ แต่เคยเห็นรูปในทัมบ์อยู่เหมือนกัน ก็ดูดีอยู่นะคะ'v')

นี่หวังว่าทางนั้นจะกู้ต้นฉบับจาก AO3 ได้ในเร็ววัน เปิดไฟล์พีดีเอฟเอาแล้วพบว่าทำอะไรลำบากมากเลยค่ะนอกจากเอาไว้อ่าน5555

ปิดเทอมนี้หวังว่าเราจะสามารถทำตัวมีประโยชน์ได้มากกว่านั่งดูซีรี่ส์อ่านฟิคทั้งวันนะคะฮือ5555

 

แล้วเจอกันเอนทรี่หน้านะคะ :3

/ด้วยรัก<3

 

[Inception fic] Once Upon a Dream [Eames/Arthur]

posted on 17 Feb 2014 01:24 by thenumbereleven  in fanfiction

Inception fanfiction

pairing: Eames/Arthur

 

—————————————————————– 

 

Once Upon a Dream

seventeensteps

 

—————————————————————– 

 

สิ่งที่ปลุกให้อาเธอร์ตื่นจากฝันคือสัมผัสแผ่วเบาบนเปลือกตา

 

“อื้อ” อาเธอร์ประท้วงเสียงงัวเงีย “ขออีกแป๊บ…” ไม่ว่าเปล่าเจ้าตัวยังเอื้อมแขนไปคว้าเอวอีกฝ่ายแล้วดุนหน้าเข้าไปซุกตรงพุงแข็งๆ สมองง่วงๆ รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนน้อยๆ พร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ จากด้านบน

 

เอวที่เขากอดบิดไปด้านข้างก่อนจะมีเสียง แคร๊ง ตามมา อาเธอร์รู้สึกว่าลำตัวหนาๆ เอนราบลงกับเตียงแล้วตัวเองถูกดันหัวให้หนุนกับท่อนกล้ามเนื้อที่สมองครึ่งหลับครึ่งตื่นของเขาพิจารณาว่าน่าจะเป็นต้นแขน ท่อนกล้ามเนื้ออีกข้างโอบเข้าที่เอวอาเธอร์แล้วดึงให้เขาเข้าไปชิดกลิ่นขนมปังปิ้งเคล้ากาแฟแสนคุ้นเคยมากขึ้น แขนข้างหนึ่งของอาเธอร์ป่ายไปยังแผ่นหลังแน่นหนักที่โอบไม่รอบแล้วเบียดตัวเองเข้าไปใกล้ขึ้นอีก

 

จุ๊บ จุ๊บ จุ๊บ ริมฝีปากหนาอิ่มประทับลงที่ไรผม ปลายจมูก และมุมปาก อาเธอร์เลื่อนริมฝีปากตนไปชนกับอีกฝ่ายแล้วยิ้ม รู้สึกถึงหนวดสั้นๆ ที่ทิ่มแก้มกับคางของเขาอยู่

 

“ตื่นเร็วดาร์ลิ้ง” ริมฝีปากพูดใส่อาเธอร์ ก่อนจะงับเขาเล่นๆ “วันนี้เรามีนัดกันไม่ใช่หรอ หืม?”

 

“อือออออ…” อาเธอร์ส่งเสียงซอมบี้ใส่ ปฏิเสธที่จะลุกจากเตียงนอนนุ่มและผละจากร่างกายอุ่นข้างๆ

 

ริมฝีปากนั่นจูบหน้าผากเขาอีกครั้งแรงๆ ก่อนเจ้าของจะขยับตัว อาเธอร์พยายามยื้อเอวหนาเอาไว้แต่ก็หยุดเมื่อพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้กำลังขยับออกจากเตียงแต่กำลังขยับลงไปเรื่อยๆ

 

นั่นทำให้อาเธอร์ตัดสินใจลืมตาปรือๆ ขึ้นมองไปยังสายตาเจ้าเล่ห์แพรวพราวที่จ้องตอบมาจากระหว่างหว่างขาเขา แล้วยันแขนดันตัวขึ้นเล็กน้อย อาเธอร์เริ่มรู้สึกร้อนที่หน้าก่อนจะแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างอดไม่ได้

 

มือกร้านดึงกางเกงนอนและชั้นในเขาลงในคราเดียว เผยให้เห็นส่วนล่างของอาเธอร์ที่ดูจะสนใจสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ปากอิ่มเป่าลมใส่มันอย่างเอ็นดูก่อนลิ้นสีชมพูจะออกมาทักทายอาเธอร์จูเนียร์ด้วยการลากลิ้นสากตั้งแต่ปลายมาถึงโคน โอ้ 

 

ความคิดที่ว่าจะนอนต่อปลิวออกนอกหน้าต่างไป อาเธอร์รู้สึกว่าเขาตื่นแล้วล่ะตอนนี้

 

—————————————————————–

 

หลังจากกินอาหารเช้าเย็นๆ บนเตียงเสร็จอาเธอร์ก็ลุกไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนจะเดินออกมาที่ห้องนั่งเล่น เมื่อเห็นคนที่เอาของกินมาป้อนเขาถึงเตียงเมื่อครู่นั่งกดรีโมตอยู่บนโซฟาหน้าทีวี เขาก็ย่องไปทางด้านหลังอีกฝ่ายด้วยฝีเท้าที่ตนคิดว่าเบาที่สุด ประชิดตัวเป้าหมาย คล้องแขนเข้าที่ลำคอ แล้วจูบขมับของเจ้าหมีบริติชที่ไปปลุกเขาออกจากเตียงนุ่มอย่างหมั่นไส้พลางสูดกลิ่นหอมของแชมพูที่ทั้งคู่ใช้

 

“อรุณสวัสดิ์อย่างเป็นทางการอีกครั้งนะมิสเตอร์อีมส์” อาเธอร์หัวเราะเมื่อเจ้าของชื่อดึงข้อมือเขาออกจากคอแล้วจูบฝ่ามือตน “อรุณสวัสดิ์ดาร์ลิ้ง” อีมส์ปล่อยมืออาเธอร์ก่อนจะดันตัวลุกขึ้นจากโซฟา ตอนนี้เองที่อาเธอร์สังเกตว่าชุดที่อีมส์ใส่คือสูท เสื้อเชิ้ตและกางเกงสแลค

 

ชุดทำงาน

 

“ทำไมนา–“

 

“ยาหยีนายฟังฉัน” อีมส์เริ่ม “เมื่อกี้ยูซุฟโทรมาขอร้องให้ช่วยงานอะไรนิดหน่อย”

 

“แต่…วันนี้มัน…” เป็นวันของเรานะ อาเธอร์ตะโกนในใจ

 

อีมส์พยักหน้าช้าๆ ราวกับได้ยินสิ่งที่เขาไม่ได้เอ่ย “ฉันรู้อาเธอร์ แต่มันบอกว่าถ้าไม่ได้ฉันมันต้องตายแน่ๆ เสียงหมอนั่นฟังดูเครียดมาก” สองมือหนากำลังประคองหน้าอาเธอร์เพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะไม่หันหน้าหนีไปไหน ดวงตาสีน้ำทะเลของอีมส์เต็มไปด้วยคำขอโทษ “ฉันสัญญาว่าจะกลับมาให้เร็วที่สุด”

 

อาเธอร์ด่าเพื่อนนักเคมีของตนเงียบๆ เขาโกรธยูซุฟที่โทรมาขอความช่วยเหลือจากอีมส์วันนี้ โกรธอีมส์ที่ต้องไปช่วยยูซุฟ และโกรธตัวเองที่โกรธอะไรแบบนั้นเพราะเขารู้ดีว่านี่มันเป็นเหตุสุดวิสัย ถ้าไม่ใช่เรื่องจำเป็นจริงๆ อีมส์ไม่มีทางออกไปแน่ๆ

 

อีมส์จุมพิตที่หน้าผากของอาเธอร์อีกครั้งก่อนที่มือทั้งสองข้างปล่อยออก แล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่ประตู ทิ้งไว้แต่อากาศเย็นๆ รอบกายอาเธอร์

 

“โอ้” อีมส์หยุดที่หน้าประตู หมุนตัวกลับมาหาอาเธอร์ที่กำลังเดินตามไปส่ง มือล้วงเข้าไปในเสื้อตัวนอกแล้วหยิบห่อกระดาษสีน้ำตาลออกมาก่อนจะยื่นให้ อาเธอร์เหลือบดูวัตถุทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าในมืออีกฝ่ายแล้วยักคิ้วเป็นเชิงถาม

 

“Happy our four-year anniversary, darling.”

 

อาเธอร์ตาโต รับห่อกระดาษมาแล้วพุ่งเข้ากอดอีกฝ่ายแน่น หัวใจพองโตจนรู้สึกหายใจลำบาก ยิ่งอีมส์ทำแบบนี้เขายิ่งไม่อยากให้เจ้าตัวเดินออกประตูนั้นไป วันนี้เมื่อสี่ปีที่แล้วคือวันที่เขากับอีมส์ตกลงคบกันจริงจังหลังจากต่างคนต่างจีบกันไปจีบกันมาระหว่างเจอกันที่งานนู้นงานนี้มาหลายปี อาเธอร์ยังจำได้มาจนถึงตอนนี้ว่าเมื่อสี่ปีที่แล้วหัวใจตนเต้นแรงขนาดไหนและหน้าร้อนเพียงใดตอนที่พยายามข่มเสียงให้เรียบแต่ดันตะกุกตะกักคำว่า โอเค ออกไป

 

อาเธอร์ปล่อยอีมส์ออกจากห้องไปอย่างไม่เต็มใจ ก่อนจะเดินกลับมานั่งที่โซฟาแล้วค่อยๆ บรรจงแกะกระดาษหนังสีน้ำตาลออก

 

ความจริงแล้ววันนี้ของปีที่ผ่านๆ มาเขาสองคนเองไม่ได้ให้ของขวัญอะไรกัน ทุกครั้งพวกเขาแค่ถือว่าวันครบรอบนี้จะเป็นวันที่ได้ใช้เวลาด้วยกันเงียบๆ นอนอยู่บ้านหรือทำอะไรเรื่อยเปื่อยที่ไม่ต้องคิดเยอะ มีแปลกออกไปคือปีที่แล้วที่เขาสองคนพากันออกไปช้อปปิ้งวัตถุดิบแปลกๆ มาทำดินเนอร์กินเอง

 

การได้ห่อกระดาษปริศนาจากอีมส์แบบนี้จึงถือเป็นเรื่องแปลก

 

อาเธอร์ดึงกระดาษห่อบางๆ ด้านในออกแล้วก็พบว่าของที่อีมส์ให้ตนมาคือ–

 

The Song of Achilles

 

อาเธอร์หยิบหนังสือปกแข็งสีดำทองขึ้นมาไล้ลายนูนบนหน้าปกอย่างทะนุถนอม นี่มันหนังสือเล่มที่เขาจะซื้อเมื่อวันก่อนแต่อีมส์ห้ามเขาไว้ อาเธอร์ยิ้มเมื่อนึกถึงเหตุการณ์วันนั้น แต่พอมือพลิกเปิดหน้าปกไปเจอปกใน เขาก็อ้าปากค้าง มือไม้อ่อนจนเกือบปล่อยหนังสือหลุดจากมือ สายตาจับจ้องอยู่ตรงมุมขวาล่างข้างชื่อผู้แต่ง

 

เส้นโค้งตวัดเป็นลายเซ็นของแมดดาลีน มิลเลอร์

 

อาเธอร์กรี๊ดในใจ เขาไม่คิดว่าอีมส์จะหาหนังสือเล่มนี้ฉบับที่มีลายเซ็นผู้แต่งมาได้ ด้วยเพราะถือเป็นของหายากที่มีอยู่แค่ไม่กี่เล่มอีกทั้งเวลาก็เพิ่งผ่านมาไม่กี่วัน เขาพลิกกระดาษสีครีมต่อไปอย่างเบามือ

 

แต่ก็ต้องสะดุดเมื่อเจอกระดาษแผ่นเล็กสีขาวสอดไว้ ในนั้นมีชุดตัวเลขเขียนด้วยลายมือยึกยืออยู่สี่ชุด

 

114.6.8

23.15.11

289.9.7

76.12.5

 

นี่มัน…อาร์โนลด์ไซเฟอร์

 

นอกจากหนังสือแล้วยังมีรหัสนี่อีก อาเธอร์ยิ้มมุมปาก รู้สึกสนุกขึ้นมา อาร์โนลไซเฟอร์คือรหัสลับแบบหนังสือประเภทหนึ่ง ในตัวเลขหนึ่งชุดจะประกอบไปด้วยส่วนที่แทนเลขหน้า เลขบรรทัด และเลขคำ เมื่อเปิดกับหนังสือเล่มที่กำหนดไว้แล้วเอาทุกคำมาเรียงต่อกันจึงจะได้ใจความที่ผู้ส่งสารต้องการสื่อ

 

เขาแน่ใจว่ารหัสชุดนี้ต้องใช้กับ The Song of Achilles แน่ อาเธอร์หยิบกระดาษแผ่นเล็กขึ้นมาแล้วกวาดตามองตัวเลขพวกนั้น

 

อันดับแรก 114.6.8 อาเธอร์เปิดหนังสือไปที่หน้า 114 ลากนิ้วลงมาจนถึงบรรทัดที่ 6 เมื่อไล่นิ้วจนเจอคำที่ 8 แล้วเขาก็ใช้ปากกาจดคำคำนั้นลงไปในกระดาษ เสียงพลิกหน้าดังขึ้นต่อไป

 

อาเธอร์ทำแบบนี้ไปถึงตัวเลขชุดที่สาม พออ่านคำคำนี้แล้วขอบตาเจ้ากรรมก็เริ่มร้อนผ่าว นิ้วรีบพลิกหาคำตอบสุดท้ายของรหัส

 

เขาจดคำคำสุดท้ายลงไปทั้งที่มือสั่นแบบนั้น

 

อาเธอร์มองคำสี่คำนั้นแล้วเม้มปากแน่น ลุกขึ้นเดินเพราะไม่สามารถนั่งอยู่เฉยๆ ได้ มือประคองโทรศัพท์มือถือแล้วกดโทรออก เมื่อเสียงคุ้นหูดังขึ้นมาว่า “สวัสดีที่รัก” อาเธอร์ก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถูกย่อลงให้เหลือแค่เสียงที่ผ่านมาตามสัญญาณโทรศัพท์นั่น

 

“I will. Of course I will, you idiot.”

 

“…”

 

อีมส์?” เสียงเขาสั่นไม่หยุดเลย บ้าจริง

 

แขนแข็งแรงโอบกอดอาเธอร์จากด้านหลัง “ไอ้บ้าอีมส์ ไอ้เลว” เขาหมุนตัวในอ้อมแขนอบอุ่นไปเผชิญหน้าแล้วกอดอีกฝ่ายแน่น ไม่สนใจมือถือที่หล่นไปนอนนิ่งอยู่บนพื้น “ไหนบอกไปทำงานไง นายหลอกฉันนี่” อาเธอร์พยายามทำหน้านิ่งพูดเสียงเข้ม แต่รอยยิ้มที่เขาแน่ใจว่าเหมือนคนบ้าก็ดันหลุดออกมาอีกจนได้ โอ๊ย ปวดแก้มไปหมดแล้ว

 

“ขอโทษทีที่รัก” อีมส์ยิ้มให้เขาจนเกิดรอยย่นน่ารักตรงหางตา นัยน์ตาสีเขียวเทาที่มองมาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ทำให้อาเธอร์หายใจไม่ออก ริมฝีปากนุ่มๆ ขยับมาจูบเบาๆ ที่ลักยิ้มของอาเธอร์ ก่อนจะกระซิบกับปากของเขา “ยกโทษให้ฉันนะ”

 

“จงใช้เวลาต่อจากนี้ไปไถ่โทษฉันซะเถอะ” อาเธอร์ขบริมฝีปากล่างอวบอิ่มของอีกฝ่ายแล้วประทับจูบเนิ่นนาน มือรั้งต้นคอหนาให้เบียดเข้ามาใกล้มากขึ้น รู้สึกลางๆ ถึงมือกร้านที่ประคองใบหน้าตนอยู่

 

“ได้ทุกอย่างเลยยาหยี” จูบของอีมส์ที่ตอบกลับมาทำให้อาเธอร์เข่าอ่อน

 

จูบแสนหวานที่ขโมยความคิดทุกอย่างของอาเธอร์ออกไปชั่วขณะ

 

แม้กระทั่งกระดาษแผ่นเล็กซึ่งมีตัวเลขหยุกหยิกสี่ชุดและคำสี่คำที่ทำให้หัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะหลุดออกมาเสียให้ได้

 

Will you marry me?

 

—————————————————————–

 

คืนนั้นอาเธอร์ฝันเห็นดอม

 

เพื่อนที่อาเธอร์ไม่ได้เจอมานานแล้ว

 

เขาเองก็จำไม่ได้ว่าทำไม

 

แต่ในฝันนั้นแววตาดอมช่างเศร้าสร้อยเสียจนอาเธอร์รู้สึกแย่ตามไปด้วย

 

ดอมพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้อาเธอร์ส่ายหน้าแรงๆ แล้วพยายามผลักอีกฝ่ายออก

 

แต่มือที่ยึดข้อมืออาเธอร์ไว้กลับแข็งแรงเกินคาด

 

ดอมล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง

 

ก่อนจะหยิบ…

 

ลูกเต๋าสีแดงของอาเธอร์ออกมา

 

แล้วทอยไปบนโต๊ะไม้ข้างๆ

 

กึก

 

5

 

กึก 

 

1

 

กึก 

 

2

 

กึก 

 

4

 

กึก 

 

6

 

กึก 

 

1

 

ความเสียใจฉายชัดในสายตาดอมที่หันมามองดวงตาตื่นตระหนกของอาเธอร์

 

ในโลกแห่งความจริง ลูกเต๋าของอาเธอร์จะไม่มีวันออกเลขอื่นนอกจาก 3

 

—————————————————————–

 

อาเธอร์ตื่นขึ้นมา หอบหายใจจนตัวโยน เม็ดเหงื่อเย็นพรมทั่วกายราวกับคนเพิ่งวิ่งมาราธอนร้อยไมล์

 

“อีมส์ ฉันฝันอะไรประหลาดชะมั–” ประโยคขาดห้วงลงแค่นั้นตอนที่อาเธอร์หันไปทางขวา แล้วพบกับความว่างเปล่า

 

ไม่สิ ไม่ใช่ความว่างเปล่าหรอก ในเมื่อที่ๆ น่าจะมีอีมส์นอนอยู่ ปรากฏอุปกรณ์ทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่และเครื่องวัดระดับการเต้นของหัวใจตั้งอยู่พร้อมสายระโยงระยางมายังร่างกายอาเธอร์

 

อาเธอร์ห้ามสัญชาตญาณตัวเองไม่ให้กระชากสายพลาสติกใสๆ ออกแล้วพยายามบอกตัวเองให้หายใจช้าลงเมื่อรู้สึกตัวว่าเสียงหอบหายใจรัวเร็วท่ามกลางความเงียบงันในห้องสีขาวสว่างที่ได้ยินนั้นดังออกมาจากปากของตน

 

ตอนนั้นเองที่ประตูห้อง–ห้องห้องหนึ่งในโรงพยาบาล สมองอาเธอร์บอกตัวเอง–เปิดออก และดอมก้าวเข้ามา

 

นี่มันบ้าอะไร” อาเธอร์ตะโกนเสียงแหบ ก่อนจะต้องค้อมลงไอโขลกๆ จนน้ำตาซึม

 

มือที่เหมือนไม่แน่ใจเท่าไรนักค่อยๆ แตะที่ไหล่ของเขา “อาเธอร์” ดอมเรียกชื่อเขา อะไรบางอย่างที่คุ้นหูในน้ำเสียงของอีกฝ่ายทำให้อาเธอร์ต้องหันหน้าไปมอง

 

“นี่มันเกิดห่าอะไรขึ้น” อาเธอร์เค้นคำถามลอดไรฟัน คำถามที่เขาเองไม่มั่นใจว่าอยากได้คำตอบหรือเปล่า “ทำไมฉันมาอยู่ที่นี่ แล้ว…อีมส์…อยู่ที่ไหน”

 

ดอมส่ายหน้า แววสงสารในดวงตาสีฟ้าแกมเขียวทำให้อาเธอร์อยากอ้วก มือที่บ่าเขากระชับแน่นขึ้น “นึกให้ออกสิอาเธอร์…มีนายคนเดียวที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

 

เขาไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจอะไรสักอย่างเดียว ความทรงจำของเขาตอนนี้ไม่ปะติดปะต่อ ไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ไม่เข้าใจว่าทำไมตนมานอนอยู่ในโรงพยาบาล และไม่เข้าใจสักนิดเลยว่าอีมส์หายไปไหน 

 

“นายจำได้ไหมว่างานล่าสุดของนายเป็นยังไง”

 

งานล่าสุด? งานที่เขาทำครั้งล่าสุดก็ต้องเป็นงานที่เขากับอีมส์–

 

ความทรงจำของงานชิ้นล่าสุดที่เขาและอีมส์ทำร่วมกันพุ่งเข้าชนอาเธอร์อย่างแรงจนเขาอาเจียนเอาน้ำย่อยเหลวหนืดไม่มีสีออกมา

 

ไม่ 

 

ไม่จริง 

 

—————————————————————– 

 

เขากำลังวิ่ง วิ่ง วิ่ง ด้วยความเร็วที่ดูดพลังงานไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว อากาศรอบกายเหมือนมีดทิ่มแทงปอดทั้งสองข้างทุกครั้งที่สูดลมหายใจ เสียงหัวใจตนเองดังก้องในหูกลบเสียงอื่นเกือบหมด

 

อาเธอร์เสี่ยงชำเลืองกลับไปข้างหลัง เมื่อยังเห็นเงาดำไล่ตามมาเขาก็เลี้ยวเข้าตรอกทางด้านซ้ายไปแทนตรอกทางด้านขวาที่ตกลงกับอีมส์ไว้ในทีแรก 

 

เขาไม่อยากเรียกศัตรูไปหาอีมส์โดยไม่จำเป็น 

 

แต่ฝีเท้าอาเธอร์ก็หยุดกึก เมื่อสายตาเห็นกำแพงอิฐทึบตรงหน้า 

 

ทางตัน 

 

เวรเอ๊ย

 

อาเธอร์ค่อยๆ หันมาประจันหน้ากับชายร่างใหญ่ในชุดสูทสีดำที่วิ่งตามเขามา สมองคิดหาทางออกจากสถานการณ์เลวร้ายนี่เร็วจี๋

 

“เธอไม่มีทางหนีแล้วอาเธอร์” เสียงปลดเซฟตี้ปืนดังก้องในตรอกแคบๆ แทรกเสียงหอบหายใจของคนสองคนขึ้นมา “ยอมไปกับฉันตอนนี้หรือจะตายอยู่–” 

 

เปรี้ยง

 

เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดพร้อมเสียง ตุบ  ที่ตามมาเมื่อร่างยักษ์นั่นล้มลงไปกองที่พื้น อีมส์เดินมาเตะปืนออกจากมืออ้วนๆ มาทางอาเธอร์ “อัศวินมาช่วยแล้วนะ เจ้าหญิง”

 

อาเธอร์ถอนหายใจพรืด มองรอยยิ้มภูมิใจในตัวเองของอีกฝ่าย ในใจคิดอยากพุ่งเข้าไปดึงเสื้อเชิ้ตลายทุเรศๆ นั่นเข้ามาแล้วจูบเอารอยยิ้มนั่นออกไปซะเดี๋ยวนี้ แต่สมองห้ามตัวเองเอาไว้ บอกให้รอกลับถึงโรงแรมของอีกเมืองก่อน อาเธอร์ก้มลงเก็บปืนสั้นที่ปลายเท้า 

 

อีมส์ก้าวเท้ามาหาเขา อ้าแขนเป็นเชิงให้อาเธอร์เดินเข้าไปกอดตนแล้วยักคิ้ว อาเธอร์ยิ้มมุมปากแล้ว– 

 

เปรี้ยง

 

อีมส์ล้มลงในอ้อมแขนอาเธอร์ 

 

ไวกว่าความคิด อาเธอร์ขยับปืนในมือ ลั่นไกใส่ชายในสูทสีดำจนเงานั้นล้มลงกับพื้น 

 

เขาก้มลงมองคนในอ้อมแขน เลือดสีแดงที่ไหลซึมไปทั่วเสื้อเชิ้ตสีอ่อนอย่างรวดเร็ว อาเธอร์ขยับให้อีมส์เอนร่างลงกับบ่าตนเอง กระชากเสื้ออีกฝ่ายจนกระดุมกระเด็นไปคนละทิศทางจนเผยให้เห็นไหล่กว้าง เขาดึงเสื้ออีกฝ่ายออกจนหมด กวาดสายตาจนพบรอยกระสุนที่ฝังอยู่ตรงแผ่นหลังด้านล่างตรงแนวกระดูกสันหลัง อาเธอร์กดเสื้อขาดๆ ของอีมส์ลงที่ปากแผลแรงๆ เพื่อห้ามเลือดที่ทะลักออกมามากมาย เรียกเสียกรีดร้องจากริมฝีปากที่ซุกอยู่แถวต้นคอเขา 

 

“อะ…อีมส์…อีมส์นายพูดกับฉันสิ พูดอะไรก็ได้ เล่าเรื่องงี่เง่าของนายตอนฉันไม่อยู่ด้วยมาเร็วเข้า” อาเธอร์ประคองร่างอีกฝ่ายลุกขึ้น และเกือบจะล้มลงไปกองที่พื้นอีกรอบถ้าไม่ได้กำแพงข้างหลังช่วยดันไว้ “อีมส์!”

 

“…ตะโกนอะไรน่ะดาร์ลิ้ง เสียงดังชะมัด” เสียงแหบๆ ลอดออกมาจากลำคออีกฝ่าย อาเธอร์ผ่อนลมหายใจสั่นๆ พยายามเกร็งต้นขาแล้วกึ่งลากกึ่งอุ้มร่างหนักๆ ออกจากตรอกแคบๆ เพื่อไปยังถนนใหญ่ 

 

“อีมส์…ได้โปรดเถอะ นายห้ามหลับเด็ดขาดเลยนะ” อาเธอร์ไม่สนใจแล้วว่าเสียงของตัวเองตอนนี้อ่อนแอน่าสมเพชขนาดไหน เขากลัวเหลือเกินว่าหากอีกฝ่ายหลับไปแล้วจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก “เล่าอะไรตลกๆ ที่นายชอบเล่าเวลาจะกวนฉันตอนทำงานสิ…อีมส์ ถ้านายหลับฉันจะไม่ยอมจูบนายอีก” 

 

นั่นเรียกเสียงหัวเราะอ่อนแรงจากคนในอ้อมแขนอาเธอร์ได้สองสามที 

 

อาเธอร์พยายามพาอีมส์ไปหาความช่วยเหลือให้เร็วที่สุด เขาแน่ใจว่าไอ้ระยำที่ตนยิงไปนั้นคือหมาตัวสุดท้ายของแก๊งขยะที่ถูกส่งมาตามล่าเขาสองคน นี่จะซื้อเวลาให้อาเธอร์ได้สักวันสองวัน ไม่มีใครรู้อีกว่า ‘เดวิด’ และ ’แมรี่’ หน้าตาเป็นอย่างไร อาเธอร์ยึดความปลอดภัยไว้สูงสุดรองจากอัตราความสำเร็จในการทำงานแบบนี้ แต่ขนาดเป็นแบบนั้น… อาเธอร์สาบานกับตัวเองว่าถ้าเขาแน่ใจว่าหนอนบ่อนไส้คือไอ้สวะที่เขาคิดไว้จริง อาเธอร์ขอให้มันยังไม่ตาย เพราะเขาจะเป็นคนไปฆ่ามันเอง

 

อีมส์เริ่มเล่าเรื่องแปลกๆ ที่เขาทำเวลาอาเธอร์ไม่ได้อยู่ด้วย เขาไม่รู้ว่าอีมส์รู้ตัวไหม แต่เรื่องทั้งหมดนั่นอีมส์เคยเล่าให้อาเธอร์ฟังมารอบหนึ่งแล้ว อาเธอร์ไม่สนใจว่าอีมส์จะเล่าเรื่องเดิมๆ ให้ตนฟังกี่ร้อยรอบ ตราบใดที่เขายังได้ยินเสียงจากปากอีกฝ่ายอยู่อาเธอร์ก็มีความสุขแล้ว 

 

เขาไม่รู้ว่าตนพาอีมส์ขึ้นมานั่งบนรถแท็กซี่เมื่อไหร่ จำได้เพียงรางๆ ถึงเสียงตะโกนบอกจุดหมายและสายตาหวาดกลัวของคนขับเมื่อแรกเห็นเลือดที่ชุ่มไปทั่วเสื้อเชิ้ตของอาเธอร์และสภาพย่ำแย่ของอีมส์ 

 

“…นายรู้ไหมยาหยี…ว่าฉันชอบผู้ชายคนนึงมากเลยล่ะ นายนั่นชอบใส่สูทสามชิ้นแบรนด์เนมแล้วก็บ่นฉันเรื่องเสื้อทุเรศๆ ที่ฉันใส่ แต่ฉันรู้นะว่าที่จริงแล้ว…เขาคิดว่านั่นมันฮอตมากเลย ฮะฮะ…” อีมส์ไอโขลกๆ เป็นเลือด อาเธอร์ขมวดคิ้วแน่น รู้สึกว่าภาพตรงหน้าเริ่มพร่าด้วยม่านน้ำใสๆ ก่อนจะเร่งคนขับให้ขับเร็วกว่านี้ “อีมส์…เดี๋ยวก็ถึงแล้วนะ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว อดทนให้ฉันอีกนิด…นะ” 

 

“…ความจริงแล้วฉันตื่นก่อนเขาตลอดแหละ แต่เพราะอยากจะมองใบหน้าน่ารักตอนหลับนั่นไปเรื่อยๆ แบบไม่โดนขัดจังหวะก็เลยทำเป็นตื่นทีหลังทุกที แต่ตอนเขาตื่นมาจับได้ว่าฉันมองอยู่แล้วหน้าแดงก็น่ารักเหมือนกันนะ ยิ่งเห็นแบบนั้นเลยยิ่งอยากทำให้แดงไปทั้งตัว… บางทีที่ฉันเห็นเขาเครียดจากเรื่องงานฉันก็จะชงชาแบบอังกฤษแท้ไปวางไว้ให้ เขาจะบ่นงุ้งงิ้งเรื่องที่ชาที่ฉันชงมันไม่ถูกปากหนุ่มอเมริกันอย่างเขา แต่ฉันเห็นว่าเขาก็ดื่มมันจนหมดแก้วทุกครั้ง และนั่นทำให้ฉันโคตรดีใจเลยล่ะ เหมือนคนบ้าเลยนะ…ดีใจมากขนาดนั้นกับแค่การที่เขาดื่มชาที่ฉันชงให้…ฉันน่ะ…หลงรักผู้ชายปากแข็งนั่นแบบถอนตัวไม่ขึ้นเลย” อาเธอร์เม้มปากแน่น พยายามกระพริบให้น้ำใสๆ นั่นไหลออกไปให้หมด เขาจะได้มองหน้าอีกฝ่ายได้ชัดๆ “ก่อนเริ่มงานนี้…ฉันซื้อของขวัญมาให้ผู้ชายคนนั้นด้วยล่ะ นายช่วยหยิบของในกระเป๋ากางเกงให้ฉันหน่อยได้ไหม…”

 

อาเธอร์ไม่กล้าละสายตาไปจากใบหน้าอีกฝ่าย มือสั่นๆ ข้างที่ไม่ได้กดปากแผลอยู่คลำที่กระเป๋ากางเกง แล้วหยิบกล่องเล็กๆ ออกมา

 

กล่องกำมะหยี่สีน้ำเงิน

 

“เปิดสิ” อีมส์ยิ้มอย่างอ่อนแรง

 

น้ำตาของอาเธอร์พรั่งพรูออกมาเมื่อเห็นแหวนแฝดทองคำขาวเรียบๆ สองวงภายในกล่องกำมะหยี่ ด้านในมีลวดลายสวยงามและอักษร A และ E ที่เกี่ยวร้อยกันอยู่

 

“แต่งงานกับฉันได้ไหม…อาเธอร์”

 

อาเธอร์พยักหน้าเหมือนคนบ้า เขาสะอื้นพลางก้มหน้าลงจุมพิตอีมส์ที่ขมับ “ของมันแน่อยู่แล้ว…อีมส์…นายต้องไม่เป็นอะไรนะ แผลโดนยิงแคนี้ทำอะไรนายไม่ได้หรอก…ฮึก…นายต้องหายแล้วมาแต่งงานกับฉันนะ…สัญญาสิ”

 

“สัญ…ญา”

 

อาเธอร์ใส่แหวนวงหนึ่งให้อีกฝ่ายที่นิ้วนางข้างซ้ายและวงหนึ่งให้ตัวเองที่นิ้วเดียวกัน “อีมส์ นาย…มันสวยมากเลย อีมส์…ขอบคุณ” เขาไม่แน่ใจว่าอีมส์เข้าใจที่เขาพูดไหม เพราะเสียงที่หลุดออกจากปากเขาไปมันทั้งติดๆ ขัดๆ และมีเสียงสะอื้นปนไปด้วย แต่อีมส์ก็พยักหน้าน้อยๆ ให้เขา

 

“อีมส์ ฉันรักนาย…นาย…ตาย…ไม่ได้เด็ดขาดนะ” เขายิ้มกว้างให้อีมส์ นิ้วเช็ดหยดน้ำตาบนแก้มอีกฝ่ายออกลวกๆ

 

“ฉันรักนาย…อาเธอร์” อีมส์ค่อยๆ เอื้อมมือข้างซ้ายมาจับมืออาเธอร์เอาไว้

 

อาเธอร์กุมมืออีกฝ่ายแน่น “อีมส์…เราต้องแก่ไปด้วยกัน มาอยู่หัวเราะดอมตอนฟิลิปป้ากับเจมส์ทิ้งเขาไปมีลูก…มาอยู่ด้วยกันจนเป็นตาแก่ไปเลย …สัญญานะ”

 

“…สัญญา…”

 

—————————————————————–

 

พอรถจอดที่หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล อาเธอร์ก็ดันประตูออกไป ใจเต้นรัวเร็วราวกับจะหลุดออกมา สภาพของอีมส์แย่ลงมากและเจ้าตัวไม่ได้พูดอะไรอีกนอกจาก “อืม” และ “โอเค” เวลาอาเธอร์ถามคำถาม

 

พยาบาลแถวนั้นตะโกนอะไรเต็มไปหมด ก่อนจะค่อยๆ ดึงอีมส์ไปจากอาเธอร์ เขาขัดขืนในทีแรกก่อนจะรู้ตัวแล้วสงบสติลงได้ คนพวกนั้นวางอีมส์ลงกับเตียงแล้วเข็นเขาเข้าห้องห้องหนึ่งไป

 

อาเธอร์นั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าห้องผ่าตัดตอนที่พยาบาลเดินออกมาเพื่อเอาเอกสารให้เซ็น “คุณอาเธอร์ เลวีนใช่ไหมคะ” เขาพยักหน้า “ผู้ป่วยกรอกชื่อคุณไว้ในช่องผู้ที่จะต้องติดต่อหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น กรุณาอ่านเอกสารการผ่าตัดแล้วเซ็นอนุญาตด้วยค่ะ” อาเธอร์รับกระดาษพวกนั้นมา แทบไม่กวาดตามอง แล้วหยิบปากกาเซ็นลงไปที่ด้านล่างของเอกสาร

 

เขานั่งอยู่อย่างนั้นนานแค่ไหนนั้นอาเธอร์ไม่รู้จริงๆ ประสาทสัมผัสทุกอย่างด้านชา สายตาค้างอยู่ที่แหวนบนนิ้วนางข้างซ้าย ภาพในหัวเล่นย้อนเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาเหมือนแผ่นฟิล์มตกร่อง

 

อีมส์ต้องรอดอยู่แล้ว…นายนั่นมาขอเขาแต่งงานแล้วแท้ๆ …อุตส่าห์สัญญาด้วยแล้วแท้ๆ …แล้วอาเธอร์เองก็รู้ดีว่าอีมส์ให้ความสำคัญกับคำสัญญาขนาดไหน

 

พยาบาลคนเดิมเป็นคนเดินออกมาแตะไหล่อาเธอร์ เธอพูดคำว่า ‘เสียใจ’ แต่อาเธอร์สงสัยว่าเธอรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อตอนที่พูดคำคำนั้นออกมา อาเธอร์รู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองโดนบดขยี้แล้วกระชากออก พื้นที่ที่เคยเต็มไปด้วยความอบอุ่นจากอีกฝ่ายถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าเย็นเยียบ และอาเธอร์ไม่เคยคิดว่านั่นจะเจ็บปวดกว่าการโดนยิงหรือทรมานเป็นพันล้านเท่าแบบนี้

 

ความรู้สึกของการที่ดวงอาทิตย์ที่ตัวเองไม่รู้ว่าเคยมีตั้งแต่เมื่อไหร่ลับหายไปจากจิตใจ ทิ้งไว้เพียงความมืดเว้งว้างที่ทำให้อาเธอร์สงสัยว่าตนมีชีวิตอยู่มาได้อย่างไรเป็นสิบปีก่อนจะเจออีมส์

 

แต่น่าแปลก ที่อาเธอร์ไม่ได้ร้องไห้ เขาอยากจะตะโกนเรียกร้องหาความยุติธรรมที่ไม่มีอยู่ในโลกกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน แต่อาเธอร์ไม่ได้ร้องไห้

 

เหมือนอยู่ในโหมดออโต้ไพลอต อาเธอร์เดินตามพยาบาลในชุดสีขาวข้างหน้าเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง ตรงกลางห้องมีร่างร่างหนึ่งนอนนิ่งอยู่ ร่างที่คุ้นตาเสียจนอาเธอร์รู้สึกเหมือนโดนกระชากเอาลมหายใจออกไปหมดสิ้น

 

เขาเหลือบมองใบหน้านั้นเป็นครั้งสุดท้าย โน้มตัวลงจูบริมฝีปากอิ่ม ในใจภาวนาเหลือเกินให้ทั้งหมดนี่เป็นเรื่องล้อเล่น ให้ริมฝีปากนั่นจูบเขากลับ

 

…อาเธอร์หลับตาลง ค่อยๆ ถอดแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายของอีกฝ่ายออกแล้วสวมมันไว้กับอีกวงที่หน้าตาเหมือนกัน

 

—————————————————————–

 

เขาเป็นคนจัดการพิธีศพทั้งหมด รวมถึงเป็นเจ้าภาพ

 

คนที่มาร่วมพิธีมีแค่คนสนิท ซึ่งรวมถึงดอม ยูซุฟ และแอริแอดนี

 

และคนที่อาเธอร์ไม่คิดว่าจะได้พบ

 

ทนายของอีมส์

 

“คุณเลวีนสินะครับ ผมโทมัส วู้ดส์ เป็นทนายของคุณอีมส์ และเป็นที่ปรึกษาเรื่องพินัยกรรมของเขา” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามาหาอาเธอร์หลังจบพิธี “ในพินัยกรรมมีระบุชื่อคุณเอาไว้ด้วย ไม่ทราบว่าคุณเลวีนจะสะดวกคุยเรื่องนี้ได้เมื่อไหร่ครับ”

 

อาเธอร์บอกคุณวู้ดส์ไปว่าหลังจากนี้เขาว่าง ทั้งสองจึงเดินทางไปที่โรงแรมที่อาเธอร์เช่าห้องไว้ วู้ดส์ถามถึงทนายของอาเธอร์แต่เขาบอกไปว่าไม่เป็นไร

 

เมื่อนั่งลงที่โต๊ะแล้ว วู้ดส์ก็หยิบพินัยกรรมออกมา (อาเธอร์เหลือบเห็นว่ามีรูปอาเธอร์อยู่ในแฟ้มเอกสารหนาๆ นั่นด้วย) ก่อนจะแจ้งอาเธอร์ว่าสมบัติทั้งหมดของอีมส์ รวมทั้งบ้านที่ซัสเซกซ์ อีมส์ระบุชื่ออาเธอร์เป็นผู้รับมรดก

 

อาเธอร์ยอมรับว่าเขาตกใจนิดหน่อย เขาเองกำลังคิดหาทางซื้อบ้านหลังนั้นมาไว้เป็นของตนแม้จะไม่ได้มีความตั้งใจจะไปอยู่ที่นั่นก็ตาม

 

หลังจากจัดการเอกสารทั้งหมดแล้ววู้ดส์ก็ขอตัว ก่อนจะทิ้งอาเธอร์ไว้ในห้องเงียบๆ นั่นคนเดียว สมบัติส่วนตัวของอีมส์ทั้งหมดอยู่ในห้องบนคอนโดของอาเธอร์ที่อเมริกา และบ้านหลังนั้นของอีมส์ ตั้งแต่อีมส์ไม่อยู่ เขาก็ไม่สามารถอยู่ในห้องของตัวเองได้โดยที่ไม่เป็นบ้าไปเสียก่อน

 

หลังจากชั่งใจอยู่นาน อาเธอร์ก็พาตัวเองมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูไม้แสนคุ้นตาที่ซัสเซกซ์ บ้านหลังนี้อีมส์บอกเขาว่าไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหนนอกจากตัวเขาเองและอาเธอร์ อาเธอร์เคยมาหาอีมส์ที่นี่บ่อยพอๆ กับที่อีมส์ไปหาเขาที่ห้อง การกลับมาที่บ้านหลังนี้อีกไม่ช่วยให้อาเธอร์สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ง่ายขึ้นเลยสักนิด ทุกอย่างกรีดร้องเป็นชื่ออีมส์ไม่ว่าเขาจะเดินไปที่ไหน โซฟาหน้าทีวีที่อีมส์ชอบนอนหนุนตักอาเธอร์ระหว่างเขาอ่านหนังสือ ครัวที่อีมส์ทำอาหารให้เขากินบ่อยๆ เตียงที่เขาและอีมส์เคยใช้เวลาทั้งวันนอนกอดกันอยู่อย่างนั้นไม่ลุกไปไหนนอกจากความจำเป็นอย่างอาหารและห้องน้ำ

 

ความคิดที่ทำให้หัวใจอาเธอร์รู้สึกขึ้นมาอีกแล้วว่าตอนนี้เขาตัวคนเดียวแค่ไหน

 

อาเธอร์พบสมุดสเก็ตพวกนั้นตอนที่เดินเหม่อเข้าไปในห้องเก็บของของอีมส์ ภาพในนั้นทำให้น้ำตาจากไหนไม่รู้คลอขึ้นมาและส่งให้ภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปหมด น้ำตาที่อาเธอร์ไม่ได้สัมผัสมาตั้งแต่คืนนั้น

 

นิ้วสั่นค่อยๆ ไล้ไปตามกระดาษที่มีรูปของอาเธอร์วาดอยู่ อาเธอร์เองรู้ว่าอีมส์ชอบวาดรูป แต่เจ้าตัวไม่เคยอวดรูปพวกนี้ให้เขาเห็นเลย แต่ละหน้าเต็มไปด้วยอาเธอร์ในอิริยาบถต่างๆ โดยเฉพาะตอนหลับ อาเธอร์ในนั้นดูสดใสและมีความสุข…สิ่งที่อาเธอร์ในตอนนี้อิจฉาเพราะเขารู้ว่ารอยยิ้มพวกนั้นมีต้นเหตุจากอะไร อาเธอร์เจ็บในอก ลำคอตีบตัน เขาเช็ดน้ำตากับแขนเสื้อแรงๆ ก่อนมันจะหยดลงไปเปื้อนกระดาษ ปิดสมุดแล้ววางกลับไปที่ชั้นไม้อย่างเดิม

 

เขารีบหันหลังหมายจะกลับออกไปจากห้อง ก่อนจะเตะเข้ากับกระเป๋าสีเงินจนมันล้มลงมา

 

อาเธอร์ก้มลงจับหูหิ้วจะดันมันเข้าที่เดิมก่อนจะเอะใจว่ามันคือ…

 

กระเป๋า PASIV ของอีมส์

 

สองเท้าและสองมือพาอาเธอร์กลับมายังห้องเงียบๆ ของตัวเองที่โรงแรม เขาเดินไปยังห้องนอน นั่งลงกับเตียง เปิดกระเป๋าขึ้น แล้วต่อสายพลาสติกเข้ากับแขนตัวเอง อาเธอร์กดปุ่มสีเหลืองตรงกลางก่อนจะเอนตัวลงบนเตียง … รู้สึกร่างกายผ่อนคลายมากขึ้นกว่าครั้งไหนๆ ที่นอนลงตั้งแต่อีมส์ไม่อยู่

 

และถ้ายานอนหลับที่เขาใช้มันแรงกว่าปกติ มันก็เพราะว่าที่ห้องของอาเธอร์มีอยู่แค่นั้น และนั่นเองก็เป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สลักสำคัญอะไร

 

—————————————————————–

 

ดอมได้รับแจ้งว่าอาเธอร์ตื่นขึ้นหลังจากสลบไปตอนที่ความทรงจำพวกนั้นย้อนกลับมาหาเขา

 

ดอมเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ อาเธอร์ อีกฝ่ายนอนนิ่งหันหน้าไปอีกทางไม่รับรู้ถึงตัวตนของเขา ดอมมองเพื่อนตัวเองอย่างเจ็บปวด อาเธอร์ที่เคยกระตือรือร้นและแต่งตัวเนี๊ยบตั้งแต่หัวจรดเท้าตอนนี้เหลือแต่ผู้ชายที่หน้าตาซีดเซียวเหมือนกระดาษ

 

เขารู้สึกเหมือนเห็นภาพตัวเองซ้อนทับกับอาเธอร์ ตอนที่มอลตายเขาเองก็เป็นแบบนี้

 

ซากร่างกายที่ไร้ชีวิต

 

แตกต่างตรงที่เขามีฟิลิปป้าและเจมส์เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเอาไว้ไม่ให้ทำอะไรวู่วาม แต่อาเธอร์…

 

ดอมเฝ้ามองอาเธอร์อยู่หลายวัน บางครั้งเขาจะเห็นอาเธอร์นั่งมองแหวนสองวงบนนิ้วตัวเองเนิ่นนานราวกับจิตใจไม่ได้อยู่ในห้องพักผู้ป่วยนั่น

 

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาเดินเข้าห้องไปเพื่อเปลี่ยนชามข้าวต้มที่เย็นชืดเป็นอีกชามที่กำลังร้อนๆ อาเธอร์ก็พูดขึ้นว่า “นายก็รู้ว่าฉันไม่ชอบกินข้าวต้มนี่อี–” ก่อนประโยคจะขาดลงแค่นั้นเมื่อหันมาแล้วพบว่าเขาไม่ใช่คนที่อีกฝ่ายกำลังมองหา แววตาเศร้าสร้อยชั่วขณะก่อนจะกลายเป็นหน้ากากไร้อารมณ์นั้นทำให้เขาเสียใจทุกครั้งที่นึกถึง

 

หลังจากเดินออกมาจากห้อง เขาก็ได้ยินเสียงสะอื้นไห้อู้อี้เหมือนมีอะไรมากั้นไว้ …อาเธอร์คงไม่อยากให้ใครได้ยินเสียงตัวเองร้องไห้ ดอมไล่พยาบาลในกะนั้นที่จะเดินเข้ามาตรวจอาการอาเธอร์ออกไป วันนั้นดอมนั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องแบบนั้นไม่ให้ใครเข้าไปในห้องจนกว่าเสียงจะเงียบลง

 

วันหนึ่งเขานั่งลงที่เดิมแล้วถามออกไป “มีอะไรให้ฉันช่วยไหม…อาเธอร์” ดอมรู้สึกว่าคำถามที่พูดออกไปช่างงี่เง่าจนอยากจะชกหน้าตัวเอง แต่เขาอยากหาทางช่วยอาเธอร์จากสภาพแบบนี้ อาเธอร์ไม่ได้ตอบเขาในทีแรก แต่ผ่านไปครู่หนึ่งเสียงแหบๆ ก็เอ่ยกับเขา

 

“ขอฉันอยู่คนเดียวสักพักได้ไหม” หลังจากไม่มีคำตอบจากดอม อาเธอร์ก็รีบหันมาหาเขา “ขอโทษนะดอม…ฉันไม่ได้… ฉันขอบคุณที่นายเป็นห่วงฉัน …แต่ฉันขออยู่กับตัวเองบ้าง…เถอะนะ”

 

ดอมมองตาอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าให้ “โอเค” อาเธอร์ยิ้มน้อยๆ ให้เขา รอยยิ้มนั่นเป็นยิ้มแรกที่อาเธอร์ยิ้มจากใจจริงๆ ไม่ได้แสร้งทำเพื่อให้เขาสบายใจ “ขอบคุณ”

 

เขาลุกขึ้น จับไหล่อีกฝ่าย ก่อนจะตกใจที่อาเธอร์ผอมลงมากขนาดนี้ ดอมเตือนตัวเองในใจว่าหลังจากนี้ต้องกล่อมอาเธอร์ให้กินอาหารมากขึ้นให้ได้แล้วหันหลังเดินออกจากห้องไป

 

และนั่นเป็นหนึ่งในสิ่งที่ผิดพลาดมากที่สุดในขีวิตดอม

 

เพราะตอนที่เขาได้รับโทรศัพท์จากพยาบาลตอนตีสองวันนั้น ทุกอย่างก็สายไปแล้ว

 

—————————————————————–

 

อาเธอร์แวะไปที่ห้องในโรงแรมหลังจากหนีออกมาจากโรงพยาบาลเพื่อหยิบยานอนหลับที่ซ่อนไว้ เขาถอนหายใจโล่งอกที่ดอมไม่เจอขวดพวกนี้ตอนเขามาพาอาเธอร์ไปจากโรงแรม

 

อาเธอร์มาหยุดอยู่หน้าประตูบ้านหลังนั้นที่ซัสเซกซ์อีกครั้ง เขารู้สึกผิดต่อดอม เขารู้ว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงเขา แต่อาเธอร์…จะเรียกเขาว่าเห็นแก่ตัวก็ได้ แต่อาเธอร์ทนอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ได้จริงๆ

 

เขารู้ว่าในห้องนอนมี PASIV ของตัวเองเก็บไว้อีกเครื่อง อาเธอร์เดินเข้าไปในบ้าน ความทรงจำของอีมส์หลังจากหลายวันที่โรงพยาบาลพุ่งเข้าใส่จนอาเธอร์เวียนหัว เขาเข้าไปในห้องนอน ก้มหยิบกระเป๋าสีเงินออกมาจากใต้เตียงก่อนจะจัดการเตรียมอุปกรณ์จนเรียบร้อย

 

อาเธอร์เอนตัวลงบนเตียง …สูดหายใจเอากลิ่นของอีมส์เข้าปอดอีกครั้ง แล้วหลับตาลงเมื่อรู้สึกถึงสารเคมีที่เริ่มทำงาน

 

เขาไม่สนหรอกว่าหลับหรือตื่น ฝันหรือจริง

 

สิ่งที่อาเธอร์สนคือที่ที่มีอีมส์อยู่ …ก็แค่นั้นเอง

 

—————————————————————–

 

The end.

 

—————————————————————–

 

talk: ……………………………………………………………/ขอโทษค่ะ

ก่อนจะลงฟิคนี้เราคิดนานมากเลยค่ะ คือ…พออ่านที่เขียนออกมาแล้วมัน…ทำไมไม่เหมือนที่คิดไว้เลยฟหวกด่T_T

คือทีแรกเราจะให้มันเป็นฟิควาเลนไทน์ค่ะ (แล้วก็เลทวาเลนไทน์มาประมาณสามวันได้ ขอบคุณ) แล้วก็นึกขึ้นได้ว่ามีพล็อตอีมส์เธอร์อีกเรื่องที่คิดไว้นานแล้วแต่ไม่ได้เขียนซักที เอามาผสมรวมกันซะเลย ออกมาเป็นแบบนี้เลยค่ะ ฮือ O<—<

ที่มาของการที่จบแบบนี้เนี่ย มันมาจากการที่วันนั้นในคลาสปรัชญา เราได้เรียนปรัชญาของ Descartes แล้วอาจารย์ก็เปิด the Matrix ให้ดู (ดูรอบที่สองแต่รู้สึกเหมือนรอบแรกเพราะครั้งแรกนั้นเบบี๋มากและไม่เข้าใจและจำอะไรไม่ได้เลยนอกจากหนังแม่งโคตรไซไฟ) แล้วเราก็เกิดความคิดที่ว่า ความจริงเนี่ย สำคัญกับเรามากแค่ไหน? ถ้าเรามีโอกาสแบบนีโอคือมีคนมายื่นยาเม็ดแดงและน้ำเงินให้ เราจะเลือกยาเม็ดไหน หลังจากนั่งคิดแล้ว เราก็เลือกกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมดีกว่าค่ะ เราคิดว่าความจริงมันคงมากเกินไปที่เราจะรับได้ เพราะฉะนั้นก็หนีความจริงซะเลย ลิทเทอรัลลี่ /เอวัง

ถ้าคนทุกคนที่เรารู้จัก คนที่เรารักอยู่ในโลกที่ไม่ใช่โลกจริง แล้วโลกจริงไม่มีใครที่เราผูกพันธ์เลย ไม่มีอะไรที่เรารู้จักหรือยึดถือได้เลย เราก็คงไม่สามารถอยู่ในโลกใบนั้นได้ค่ะ

ก็เหมือนอย่างที่ไซเฟอร์บอก “Ignorance is bliss.” จริงๆ นั่นแหละค่ะ

เอาล่ะมาพูดเรื่องฟิค…….ไม่มีอะไรจะพูด /โน่ว;_;) คือเราอยากได้คอมเมนต์มากเลยค่ะสำหรับเรื่องนี้ อยากรู้ว่ามันควรต้องปรับต้องแก้ตรงไหนอีก มีตรงไหนที่ไม่โอเค และตรงไหนมั่งที่โอเค /ซีด เขียนงงหรือเปล่า ฉากหวานโอเคไหม ฉากเศร้าโอเคไหม หรือว่าอะไรยังไงฟหกด่ฟวสฟหสาดก่วฟฟดกวหสา่ฟว /ฮือออออออสงบสติแป๊บ

ต้องขอบคุณมากๆ เลยนะคะที่อ่าน จริงๆ แค่บอกว่าชอบหรือไม่ชอบก็ดีใจแล้วล่ะค่ะ

 

แล้วเจอกันเอนทรี่หน้านะคะ;__;)

อาดิโอ้สสสสส

[Sherlock fic] A Finger Slip 5/? (translated)

posted on 27 Jan 2014 23:27 by thenumbereleven  in translation

 

*อ่านที่ wordpress: จิ้ม

*disclaimer: นี่เป็นฟิคที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ลิขสิทธิ์เชอร์ล็อกเป็นของผู้สร้างอย่างมอฟแฟตและเกติสค่ะ*

 

——————————————————

A Finger Slip

written by Pawtal
translated by seventeensteps

Chapter 5: November 19th

Summary: ขอบคุณ ทีนี้ไปให้พ้นซะ

 

——————————————————

 

จอห์น : เชอร์ล็อค : มอลลี่

 

Monday 19th November

 

(Mon 12:18pm)

ฉันกินข้าวคนเดียวอีกแล้ว เพราะฉะนั้น… ได้เวลาคำถาม?

 

(Mon 12:22pm)

สวัสดีจอห์น ฉันเกรงว่าตอนนี้เชอร์ล็อคจะไม่อยู่บ้าน

 

(Mon 12:27pm)

นี่ใคร? ทำไมนายมีมือถือของเชอร์ล็อคล่ะ?

 

(Mon 12:29pm)

ฉันคิดว่าคำถามที่เหมาะกว่านั้นน่าจะเป็น: เธอเป็นใคร?

 

(Mon 12:30pm)

…จอห์น

 

(Mon 12:32pm)

ข้อมูลแค่นั้นฉันรู้เองแต่แรกแล้ว ขอบคุณ เธอรู้จักน้องชายฉันได้ยังไง?

 

(Mon 12:35pm)

เดี๋ยวนะ นั่นไมครอฟต์?

 

(Mon 12:38pm)

อ้อ เชอร์ล็อคพูดถึงฉันไปบ้างแล้วสิเนี่ย

 

(Mon 12:40pm)

อืม ครั้งสองครั้ง

 

(Mon 12:43pm)

เธอจะตอบคำถามฉันหรือเปล่า?

 

(Mon 12:45pm)

ทำไมนายไม่ตอบฉันก่อนล่ะ? ทำไมนายมีมือถือของเชอร์ล็อค?

 

(Mon 12:47pm)

ฉันชอบตรวจดูให้มั่นใจว่าน้องชายของฉันปลอดภัยตลอดเวลาถึงแม้ว่านั่นหมายถึงการต้องก้าวก่ายอะไรบ้าง เขาดูจะดึงดูดปัญหาตลอดไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม

 

(Mon 12:48pm)

นั่นไม่เรียกว่าตอบคำถามของฉันเท่าไหร่หรอกนะ

 

(Mon 12:50pm)

ฉันสังเกตเห็นน้องส่งข้อความบนมือถือบ่อยมากเกินปกติ และฉันยังรู้สึกว่ามันไม่สุภาพเอาเสียเลยที่เขาไม่ได้แนะนำให้รู้จักกับ…เพื่อนใหม่ของเขา

 

(Mon 12:52pm)

ฉันก็ไม่ได้รู้จักกับเขามานานขนาดนั้น…

 

(Mon 12:53pm)

แล้วยังไง นายก็แค่ขโมยมือถือเขามา? เพื่อสอดเรื่องส่วนตัวของเขา?

 

(Mon 12:54pm)

ทั้งหมดด้วยเจตนาดีจอห์น ได้โปรด อย่าคิดว่าฉันแย่เลย ฉันรู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเขา

 

(Mon 12:56pm)

นายคิดว่าเขาจะคิดยังไงกับไอ้การที่เราคุยกันอยู่ตอนนี้?

 

(Mon 12:58pm)

โอ้ แน่นอนว่าเขาต้องอายมากและเป็นไปได้ว่าคงอยากขว้างอะไรใส่ฉันแน่ๆ เขาน่ะชอบทำตัวโอเวอร์ตลอดแหละ ซึ่งก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเดี๋ยวฉันจะลบข้อความที่เราคุยกันนี่ซะ

 

(Mon 12:59pm)

แต่ฉันก็ยังบอกเขาได้

 

(Mon 1:01pm)

เธอจะบอกเขาก็ได้ หรือไม่ก็เงียบเสียแล้วช่วยอะไรฉันซักหน่อย

 

(Mon 1:02pm)

นายต้องการอะไร?

 

(Mon 1:04pm)

ให้เธอถามเขาด้วยคำถามบางอย่างที่ฉันจะป้อนให้เธอ แล้วเธอก็รายงานกลับมาที่ฉันพร้อมคำตอบของเขา

 

(Mon 1:10pm)

…นี่นายล้อเล่นใช่มั๊ย?

 

(Mon 1:12pm)

และอะไรทำให้เธอคิดแบบนั้นรึ?

 

(Mon 1:13pm)

นายมันบ้าไปแล้วว่ะ

 

(Mon 1:14pm)

ฉันยินดีที่จะจ่ายอะไรให้เธอเล็กๆ น้อยๆ เป็นค่าตอบแทน

 

(Mon 1:16pm)

นายอยากจะเอาเงินจ้างให้ฉันทรยศความเชื่อใจของเชอร์ล็อคเนี่ยนะ? ทำไมนายไม่ถามเขาเองล่ะ?

 

(Mon 1:18pm)

น่าเสียดายที่เขาไม่เคยยอมเปิดใจให้ฉันบ้าง แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขาดูจะชอบเธอมาก ถ้าเธอช่วยฉันมันจะเป็นเหมือนทางที่ทำให้ฉันได้เห็นข้างในไดอารี่ของเขา

 

(Mon 1:20pm)

แล้วทำไมนายถึงอยากทำอะไรแบบนั้น?

 

(Mon 1:21pm)

ฉันเป็นห่วงเขา. ตลอดเวลา.

 

(Mon 1:23pm)

มีอะไรให้ห่วงนักหรอไง?

 

(Mon 1:26pm)

โอ จอห์น ถ้าเพียงแต่ว่าเธอรู้… ดูเหมือนว่าเขายังไม่ได้บอกเธอหมดทุกอย่าง

 

(Mon 1:27pm)

ฉันไม่ได้คาดหวังให้เขาทำอย่างนั้น ฉันไม่เหมือนนาย ฉันเคารพความเป็นส่วนตัวของเขา

 

(Mon 1:28pm)

ข้อเสนอยังมีผลอยู่ เธอจะเป็นตัวช่วยที่มีประโยชน์มหาศาลถ้าเธอตอบตกลง เบอร์ของฉันคือ 0767385129

 

(Mon 1:29pm)

ขอบคุณ ทีนี้ไปให้พ้นซะ

 

——————————————————-

 

(Tues 12:05pm)

จอห์น ฉันมีข่าวยอดเยี่ยมมาบอก

 

(Tues 12:07pm)

และมันคือ?

 

(Tues 12:10pm)

ฉันไปทำการทดลองมา

 

(Tue 12:11pm)

กับชา

 

(Tues 12:12pm)

…ฮะ?

 

(Tues 12:13pm)

เมื่อวานฉันออกไปซื้อชามาเพิ่ม และฉันก็ทำการทดลองอยู่กับมันตั้งแต่นั้นมา

 

(Tues 12:14pm)

ฮะฮ่า! นี่นายเบื่อจนเป็นบ้าไปแล้วหรอ?

  

(Tue 12:15pm)

นายหัวเราะ แต่นายรู้ไหมว่านมปริมาณแค่ไหนคือมากเกินไปสำหรับแก้ว 250 มล.แต่ละแก้ว บอกให้ละเอียดขั้นมิลลิลิตรเลยนะ

 

(Tue 12:16pm)

ไม่ใช่ว่านั่นขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวหรอ?

 

(Tue 12:17pm)

ทั่วไปมันก็ใช่ แต่ความเห็นของคนอื่นน่ะงี่เง่า

 

(Tue 12:20pm)

เพราะฉะนั้นนี่คือวิธีใช้เวลาวันๆ นึงของนายหรอ? ชงชาหลายแก้วจนนับไม่ถ้วนเพื่อทดสอบปริมาณนมที่เหมาะสม?

 

(Tue 12:21pm)

น้ำตาลก็ด้วย

 

(Tue 12:23pm)

แล้วก็ถุงชาแต่ละชนิดควรใช้เวลาต้มนานแค่ไหน

 

(Tue 12:26pm)

นายรู้ไหมว่าชาเขียวจะรสชาติดีที่สุดเมื่อต้มที่อุณหภูมิระหว่าง 60 และ 85 องศาเซลเซียส?

 

(Tue 12:30pm)

น่ารักจัง

 

(Tue 12:31pm)

น่ารัก? อะไรน่ารัก?

 

(Tue 12:32pm)

นายฟังดูตื่นเต้นกับมันมากๆ แล้วทั้งหมดมันก็เกี่ยวกับชาทั้งนั้นเลยด้วย มันน่ารักดีน่ะ

 

(Tue 12:34pm)

โอ้พระเจ้า บางทีการใช้คำว่า น่ารัก อาจจะไม่ใช่การเลือกคำที่ถูกต้อง

 

(Tue 12:38pm)

ใช่เลยล่ะ ผิดคำแล้ว ลืมว่าฉันพูดมันซะ

 

(Tue 12:40pm)

ไม่เป็นไร

 

(Tue 12:42pm)

ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ใช่ลูกหมาก็เถอะ

 

(Tue 12:43pm)

ใช่ ฉันรู้ โทษที

 

(Tue 12:46pm)

ฉันจะไปเรียนละ

 

(Tue 12:47pm)

กว่าวิชาต่อไปของนายจะเริ่มมันอีกตั้ง 42 นาที

 

(Tue 12:49pm)

นายรู้ได้ไง?

 

(Tue 12:50pm)

ฉันไม่ได้รู้ ฉันสังเกต

 

(Tue 12:53pm)

ก็แน่ล่ะ

 

(Tue 12:54pm)

นายโกรธหรอ?

 

(Tue 12:55pm)

เปล่า กลับไปหาชาของนายไป

 

———————————————–

 

(Wed 6:58pm)

ฉันลืมบอกนายไปเมื่อวันก่อน พี่ชายนายมาคุยกับฉันด้วยนะ

 

(Wed 7:12pm)

อะไรนะ? ได้ยังไง?

 

(Wed 7:13pm)

มันรู้เรื่องนายหรอ?

 

(Wed 7:14pm)

ไอ้อ้วนกวนประสาทเหลืออดนั่น ก็แน่ล่ะสิ ทำไมมันจะไม่รู้

 

(Wed 7:15pm)

ว่าไง? บอกมา!

 

(Wed 7:18pm)

นายทำให้มันฟังดูเหมือนว่าฉันเป็นความลับล้ำค่าใหญ่โตอะไรแบบนั้น

 

(Wed 7:19pm)

จอห์น!

 

(Wed 7:21pm)

เขาส่งข้อความจากมือถือนายมาหาฉัน แล้วก็ลบมันทิ้ง

 

(Wed 7:23pm)

ฉันจะโยนของทุกอย่างที่มันมีออกนอกหน้าต่างให้หมด เสร็จแล้วก็จะยัดของหวานทุกชนิดที่หาได้ใส่ปากแล้วบังคับให้มันกลืนลงไปซะ ไอ้เลวยโสโอหังนั่นกล้าดียังไงมาขโมยมือถือฉัน 

 

(Wed 7:25pm)

ใช่เลย เขาบอกว่านายชอบทำตัวโอเวอร์

 

(Wed 7:26pm)

แล้วมันพูดอะไรอีก? บอกมาให้หมดทุกอย่างเลยนะ! ห้ามข้ามอะไรไปแม้แต่อย่างเดียว

 

(Wed 7:29pm)

เขาถามว่าฉันเป็นใครแล้วก็รู้จักนายได้ยังไง แต่ฉันไม่ได้บอกเขาไปว่าเรา…เกิดขึ้นได้ยังไง จากนั้นเขาก็เสนอจะจ่ายเงินให้ฉันมาถามนายด้วยคำถามบางอย่างแล้วจากนั้นก็รายงานคำตอบของนายกลับไปที่เขา เขาอธิบายว่ามันเหมือนกับการได้เห็นข้างในไดอารี่นาย

 

(Wed 7:31pm)

นายตอบตกลงไปรึเปล่า?

 

(Wed 7:32pm)

ไม่สิ ไม่ตกลงแน่อยู่แล้วสิ

 

(Wed 7:33pm)

น่าเสียดาย นายมีสิทธิได้เงินใช้ฟรีๆ แล้วฉันยังเอาเรื่องนั้นมาทำให้พี่ชายฉันอับอายขายขี้หน้าได้อีกต่างหาก ครั้งหน้าคิดอะไรให้รอบคอบก่อนนะ

 

(Wed 7:35pm)

…นายนี่มัน…มีแต่เรื่องที่ทำให้ประหลาดใจเต็มไปหมด

 

(Wed 7:36pm)

นายอยากให้ฉันน่าเบื่อหรือไง? เหมือนเพื่อนคนนั้นของนายที่ต้อนรับฉันที่ Speedy’s?          

 

(Wed 7:38pm)

มอลลี่?

 

(Wed 7:40pm)

ใช่ เธออ่านง่ายซะจนน่าอายนิดๆ

 

(Wed 7:42pm)

ฉันว่านายกำลังลืมว่าเธอคือเพื่อนฉัน

 

(Wed 7:43pm)

เปล่า ฉันไม่ได้ลืม

 

(Wed 7:44pm)

เธอได้…ให้เบอร์เธอกับนายรึเปล่า?

 

(Wed 7:45pm)

เธอจะทำอย่างนั้นทำไมล่ะ?

 

(Wed 7:46pm)

ไม่รู้สิ แค่สงสัยน่ะ

 

(Wed 7:48pm)

ไม่ เธอไม่ได้ให้

 

(Wed 7:50pm)

ที่ฉันไป Speedy’s นี่ไม่ใช่การจัดฉากอะไรบางอย่างใช่ไหม?

 

(Wed 7:52pm)

เปล่า! ไม่ใช่เลยซักนิด

 

(Wed 7:53pm)

นายกับมอลลี่เคย…เป็นแฟนกันไหม?

 

(Wed 7:55pm)

ไม่เคย เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เจอกันตอนเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยน่ะ

 

(Wed 7:59pm)

นายได้คุยกับเคทีมั่งหรือเปล่า?

 

(Wed 8:03pm)

ไม่เลย หมายถึง…เราไม่ได้คุยกัน แต่ฉันเห็นเธอในมหาวิทยาลัย เราเรียนชีวะห้องเดียวกัน

 

(Wed 8:05pm)

แล้วแฟนนายคนก่อนๆ ล่ะ? พวกเธอเป็นใคร?

 

(Wed 8:10pm)

ทำไมนายถึงอยากรู้เรื่องแฟนฉันนัก?

 

(Wed 8:12pm)

แฟนนายเป็นผู้หญิงหมดทุกคนเลยหรือเปล่า?

 

(Wed 8:14pm)

เชอร์ล็อค!

 

(Wed 8:62pm)

ฉันก็แค่แสดงความสงสัยสนใจอดีตของนาย

 

(Wed 8:17pm)

เหอะ ไม่ต้อง!

 

(Wed 8:20pm)

ฉันรู้สึกได้ว่านี่เป็นหัวข้อที่น่าหนักใจสำหรับนาย

 

(Wed 8:35pm)

จอห์น?

 

—————————————————————

 

(Thurs 6:13pm)

จอห์น นายอยู่ไหน?

 

(Thurs 6:22pm)

บ้านไมค์ ทำไมหรอ?

 

(Thurs 6:24pm)

นายต้องกลับมาบ้าน

 

(Thurs 6:27pm)

ฮะ? ทำไมล่ะ? แล้วทำไมเธอมาอยู่ที่บ้านฉัน?

 

(Thurs 6:30pm)

ครั้งสุดท้ายที่นายเจอแฮร์รี่คือเมื่อไหร่?

 

(Thurs 6:33pm)

เมื่อวานเย็น คิดว่านะ เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า?

 

(Thurs 6:35pm)

เราไม่รู้ว่าเธออยู่ไหน กลับมาบ้านด่วนเลย แม่นายกำลังร้องไห้และฉันไม่รู้จะทำยังไงเวลาเห็นคนร้องไห้

 

(Thurs 6:40pm)

ตายล่ะ โอเคฉันกำลังไป

 

—————————————————————

 

(Thurs 7:15pm)

จอห์น ฉันขอถามอะไรนายอย่างนึงได้ไหม?

 

(Thurs 7:18pm)

ตอนนี้ยังไม่เหมาะ

 

(Thurs 7:20pm)

โอ้ ทำไมล่ะ?

 

(Thurs 7:22pm)

ฉันบอกว่าตอนนี้ไม่เหมาะไง

 

(Thurs 7:23pm)

และฉันกำลังถามนายว่า ทำไม?

 

(Thurs 7:26pm)

เราไม่รู้ว่าน้องสาวฉันอยู่ไหนและตอนนี้ฉันต้องใช้สมาธิกับเรื่องอื่นก่อน

 

(Thurs 7:30pm)

น้องสาวนายหายตัวไปหรอ?

 

(Thurs 7:32pm)

ฉันไม่รู้เชอร์ล็อค หยุดส่งข้อความมาได้แล้ว

 

(Thurs 7:33pm)

ฉันช่วยได้

 

(Thurs 7:34pm)

ไม่ นายช่วยไม่ได้

 

(Thurs 7:35pm)

นายนี่ไม่ค่อยจะเชื่อมั่นในตัวฉันเลยนะ

 

(Thurs 7:37pm)

จะเป็นไปได้ไงที่นายจะรู้ว่าเธออยู่ที่ไหน?

 

(Thurs 7:40pm)

แค่บอกนามสกุลเธอกับสิ่งที่เธอทำเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนจะหายตัวไปมาก็พอ

 

(Thurs 7:42pm)

ฉันรู้สึกไม่สบายใจกับเรื่องนี้จริงๆ…

 

(Thurs 7:43pm)

เชื่อฉัน

 

(Thurs 7:50pm)

จอห์น?

 

(Thurs 7:53pm)

วัตสัน นี่คือนามสกุลของเรา

 

(Thurs 7:54pm)

และเธอกำลังทำอะไรอยู่ตอนที่มีคนเห็นเธอครั้งสุดท้าย?

 

(Thurs 7:55pm)

ทะเลาะกับแม่ แหงล่ะ

 

(Thurs 7:56pm)

เรื่องอะไร?

 

(Thurs 7:57pm)

เอ่อ อะไรซักอย่างเกี่ยวกับเพื่อนเธอที่ชื่ออิงกริด

 

(Thurs 7:58pm)

ฉันต้องใช้มากกว่านั้น

 

(Thurs 8:01pm)

เฮ้ การจะถามคำถามแม่ฉันตอนนี้นี่มันไม่ง่ายเลยนะ! เธอกำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่ เธอคิดว่าทุกอย่างเป็นความผิดของเธอ

 

(Thurs 8:02pm)

อืม มันก็น่าจะใช่แหละ

 

(Thurs 8:03pm)

เชอร์ล็อค ฉันสาบานต่อพระเจ้าเลยนะว่าถ้านายยังไม่หยุด…

 

(Thurs 8:05pm)

ก็ได้ ฉันต้องการพาสเวิร์ดเฟซบุ๊คของเธอ

 

(Thurs 8:06pm)

และหยุดถามว่าทำไม มันเสียเวลา

 

(Thurs 8:08pm)

ฉันไม่รู้หรอก

 

(Thurs 8:10pm)

นามสกุลของอิงกริดคืออะไร?

 

(Thurs 8:11pm)

ไมเคิลส์

 

(Thurs 8:12pm)

และเด็กสาวทั้งคู่นี่ไม่มีใครรับโทรศัพท์เลยสินะ?

 

(Thurs 8:13pm)

ไม่นะ คิดว่าไม่…

 

(Thurs 8:15pm)

โอ้ ไม่เอาน่าจอห์น นี่มันไม่ใช่เรื่องยากเลย

 

(Thurs 8:17pm)

หุบปากน่ะ นายควรจะช่วยฉันอยู่สิ

 

(Thurs 8:19pm)

โอ้ ฉันช่วยแล้ว ใช้เวลาไป 6 นาทีในการเดาพาสเวิร์ดของน้องสาวนายและฉันรู้จากข้อความที่เธอส่งไปเมื่อไม่นานมานี้ว่าที่จริงเธอกับอิงกริดกำลังคบกันอยู่

 

(Thurs 8:22pm)

ไม่ นายผิดแล้ว

 

(Thurs 8:23pm)

ฉันคิดว่าเดี๋ยวนายก็จะพบว่าฉันพูดถูก เหมือนที่ผ่านๆ มา

 

(Thurs 8:26pm)

ไม่ว่าจะยังไงก็เถอะ นี่มันไม่ได้ช่วยในการตามหาเธอเลยนะ!

 

(Thurs 8:28pm)

ลืมตาซักทีสิจอห์น! เด็กสาวพวกนี้อายุ 16 กับ 17 และคิดว่าพวกเธอรู้ทุกอย่าง เห็นได้ชัดว่าพวกเธอน่ะหนีตามกันไปแล้ว

 

(Thurs 8:29pm)

หรืออย่างน้อยก็พยายามจะ

 

(Thurs 8:30pm)

นั่นมันไร้สาระ อย่างแรกเลยคือแฮร์รี่ไม่ได้ชอบผู้หญิง และอีกอย่างเธอก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้น พวกนั้นจะหนีไปไหนได้?

 

(Thurs 8:32pm)

ที่จริง ฉันเข้าไปดูข้อความของเธอได้และฉันแน่ใจว่าเธอไปค้างที่บ้านอิงกริดมาเมื่อคืนและตอนนี้เธออยู่ที่คิงส์ครอสส์ พิจารณาจากบริเวณที่บ้านอิงกริดอยู่ นั่นดูเป็นสถานที่ที่เป็นไปได้มากที่สุดแล้ว

 

(Thurs 8:34pm)

เนื่องจากบ้านอิงกริดอยู่ไกลจากบ้านนายแน่ๆ แฮร์รี่ถึงทะเลาะกับแม่พวกนายเรื่องคบกับเธอ จากนั้นเลยตัดสินใจว่าเธอจะไม่สนใจความเห็นของแม่แล้วจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง หลายคนในช่วงอายุนี้กำลังอยู่ในวัยต่อต้านน่ะ

 

(Thurs 8:36pm)

และสำหรับที่นายเชื่อว่าแฮร์รี่ไม่ได้ชอบผู้หญิง ฉันขอพูดว่านั่นมันเป็นเพราะนายน่ะตาบอดอย่างสิ้นเชิงแล้วก็บื้อแค่นิดหน่อย

 

(Thurs 8:40pm)

ไม่อยากจะเชื่อเลย

 

(Thurs 8:42pm)

ฉันบอกว่าบื้อแค่นิดหน่อย

 

(Thurs 8:43pm)

คนส่วนใหญ่ควรถือว่านั่นเป็นคำชมนะ

 

(Thurs 9:02pm)

พ่อแม่ฉันกำลังไปที่คิงส์ครอสส์ แม้ว่าฉันจะต้องเกลี้ยกล่อมอยู่พักนึงเลยก็เถอะ

 

(Thurs 9:03pm)

ถ้านายผิด ฉันสาบานเลยว่าฉันจะฆาตกรรมนาย

 

(Thurs 9:05pm)

อู้ ขู่จะฆ่าซะด้วย นายนี่ช่างเต็มไปด้วยเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจจริงๆ เลยนะ และฉันไม่ได้พูดผิด

 

(Thurs 9:07pm)

นายฟังดูมั่นใจในตัวเองเหลือเกินนะ

 

(Thurs 9:10pm)

คนส่วนใหญ่จะมองว่านั่นเป็นคุณสมบัติที่ดีนะ

 

(Thurs 9:12pm)

:)

 

—————————————————————

 

talk:

สวัสดีค่ะะะะ มาพบกันอีกครั้งสำหรับตอนที่ห้านะคะ เนื้อเรื่องเริ่มจะเข้มข้นขึ้นนิดๆ แล้ว ตะลุงตุ้งแช่! /ทำอะไร

ขอให้อ่านให้สนุกนะคะ :)

ปล. เรามี fanfic masterpost แล้ว เย่! ไว้สำหรับกดหาฟิคทั้งหมดในบล็อกนี้ง่ายๆ สะดวกๆ (อยู่ตรงแถบด้านบน ข้างๆ  Home กับ Star Trek fic rec เลยค่ะ)

 

ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ทุกคอมเมนต์ด้วยนะคะ /โค้งงามๆ

ไว้เจอกันเอนทรี่หน้าน้า ม๊วฟฟฟ<3

 

[Sherlock drabble] Goodbye My Love

posted on 13 Jan 2014 23:55 by thenumbereleven  in fanfiction

 

 

*disclaimer: นี่เป็นฟิคที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ลิขสิทธิ์เชอร์ล็อกเป็นของผู้สร้างอย่างมอฟแฟตและเกติสค่ะ*

 

 

*SPOILERS ALERT: เอนทรี่นี้สปอยล์เชอร์ล็อคซีสามเอพสาม His Last Vow อย่างหนักหน่วงนะคะ

 *edited 15.01.14: เปลี่ยนชื่อเรื่องค่ะ

 

--------------------------------------

 

 

 

Goodbye My Love

seventeensteps

 

 

 

--------------------------------------

 

 

At first, Sherlock just sit there in his black armchair and stared for days on end at the red armchair in front of him.

 

 

A vacant red armchair.

 

 

And then he just couldn’t stand the emptiness that stared right back at him, so Sherlock had to put the chair away.

 

 

He also couldn’t stand anyone else sitting in that chair. Ever since John Watson sit in it, it belonged only to him and him alone.

 

 

When John walked into the room and said the most ridiculous thing he’d ever heard of, Sherlock nearly said something he’d regret.

 

 

“Hey, what happened to my chair?”

 

 

It’s too empty.

 

 

“It was blocking my view to the kitchen.”

 

 

“Well it’s good to be missed!”

 

 

You were gone, I miss you, and it hurts to see that armchair without its rightful occupant.

 

 

“You were gone, I saw an opportunity.”

 

 

“No, you saw the kitchen.”

 

 

I see emptiness.

 

 

--------------------------------------

 

 

After the red light turned to blue and the screen faded to black, Sherlock stopped smiling.

 

 

“You see, as long as there’s people, there’s always a weak spot.”

 

 

“That was Janine.” John looked at him incredulously.

 

 

“Yes, of course it was Jenine. She’s Magnussen’s PA.” John didn’t seem to understand the whole point he was making. Janine happened to be CAM’s PA and he used that to his advantage. What more did John want from him?

 

 

“Sherlock, she loves you!”

 

 

“Yes. Like I said, human error.”

 

 

I made an error too.

 

 

--------------------------------------

 

 

‘It’s raining, it’s pouring, Sherlock is boring.

I’m laughing, I’m crying, Sherlock is dying.’

 

 

Hurts. Everything hurts.

 

 

‘Come on, Sherlock. Just die, why can’t you? One little push and off you pop.

You’re going to love being dead, Sherlock. No one ever bothers you.’

 

 

It’s so dark… so dark in here…

 

 

‘Mrs. Hudson will cry… and Mummy and Daddy will cry… and the Woman will cry and John will cry buckets and buckets. It’s him that I worry about the most. That wife! You’re letting him down, Sherlock.’

 

 

…John?

 

 

‘John Watson is definitely in danger.’

 

 

No!

 

 

--------------------------------------

 

 

“Because you chose her.”

 

 

Oh, John, how I was truly happy for your happiness, and I still am.

 

 

But I can’t help thinking that if only I came back sooner…

 

 

Will things turn out any differently?

 

 

--------------------------------------

 

 

“Since this is likely to be the last conversation I’ll have with John Watson, would you mind if we took a moment?” Mycroft did seem surprised by this request, Sherlock could see from the way his brother quirked his eyebrows. He nodded curtly to his men, they all walked away and left Sherlock and John standing there, not quite dare to look each other in the eyes yet.

 

 

John nodded at him, the corners of his mouth stretched into a small smile.

 

 

“So here we are.” He cleared his throat, looking like he had no clue what to do now that they were alone.

 

 

“William Sherlock Scott Holmes,” Sherlock said.

 

 

“Sorry?”

 

 

“That’s the whole of it. If you’re looking for baby names.”

 

 

John gave him a big grin at that. “No, we’ve had a scan, we’re pretty sure it’s a girl.”

 

 

“Oh. Okay.”

 

 

An awkward silence.

 

 

“You know, actually, I can’t think of a single thing to say.”

 

 

“No, neither can I.”

 

 

“The game is over.”

 

 

“The game is never over, John. But there may be some new players now. That’s okay, the East Wind takes us all in the end.”

 

 

“What’s that?” John asked, his head cocked a little to one side.

 

 

Sherlock explained it to him, and he asked where was he to go now, and for how long. He told him about the undercover work in Eastern Europe and said that it would take him around six months. Sherlock left the ‘and then someone’s going to kill me’ part out because he knew that it would bother John, that John would be worried and sad. He did not want John to be worried and sad this time. He wanted John to smile at him in these last seconds and he was going to cherish every part of it.

 

 

“John, there’s something I should say, I’ve meant to say always and I never have. Since it’s unlikely we’ll ever meet again, I might as well say it now.”

 

 

I love you.

 

 

“Sherlock is actually a girl’s name.”

 

 

I love you.

 

 

“It’s not.” John laughed a little and smiled at him.

 

 

Yes, please keep on laughing and smiling and be happy. I’ve never been able to say those words, and, now that it’s come to this, I won’t be able to tell you that forever. If I say those words right at this moment, everything will be shattered. Your smile will vanish and happiness will fade. Anything can’t be started for it’s about to end.

 

 

So I’ll keep saying it in my mind that I love you.

 

 

“It was worth a try.”

 

 

I love you.

 

 

“We’re not naming our daughter after you.”

 

 

I love you.

 

 

“Oh, I think it could work.”

 

 

You have no idea how much I want this to work, John Hamish Watson.

 

 

Sherlock took off his glove and held out his hand. I love you. “To the very best of times, John.” To the words I can never say. John looked down at the extended hand, looked up and met his eyes, and then took it into his. This is another thing I love about you. A firm handshake Sherlock was sure he’d miss. I love your hands. The hand Sherlock had held through good times and bad times, and wanted so bad to hold forever.

 

 

He looked at John’s face one last time, and it struck him so hard he wanted to just scream it in John’s face.

 

 

I love you. I love you. I love you so much. Oh, I love you, I love you, love you, love you, love you.

 

 

If he said it to himself enough times, he’d be able to lock it inside for good.

 

 

I love you.

 

 

Sherlock let go of the hand of John Watson, his best friend, always had been and forever will be.

 

 

I love you.

 

 

--------------------------------------



ฮืออออออออออออออออออ แดรบเบิ้ลเชอร์ล็อคสั้นๆ ค่ะฟกหดฟ่าสวฟหกดy_y) 
เราดูละสงสารเชอร์ล็อคเหลือเกิน จอห์นนายหูตามืดบอดหรืออย่างไรฟหกดว่ฟหกา ตั้งแต่เอพสองแล้วนะแกฟกหด่ฟกหส (เราชอบแมรี่จอห์นนะคะ สองคนนี้น่ารักมากๆๆๆ แต่ก็สงสารนายหยิกมากๆๆๆๆๆๆๆ ด้วยเช่นกันฮืออออ)
 
 
ครั้งนี้อาจมาแปลกเป็นภาษาอังกฤษ แต่นั่นแหละค่ะ มันฟีลลลลลลส์มากเราไม่ไหวย์T_T ยังไงก็ฝากแดรบเบิ้ลนี้ไว้ด้วยนะคะ
 
 
ขอบคุณที่อ่านนะคะทุกคน
 
 
แล้วเจอกันเอนทรี่หน้าค่ะ
<3
 
 

seventeensteps View my profile

Flag Counter